สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผย ผลสำรวจ เรื่อง “ความเชื่อมั่น และความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ ในการรับมือผลกระทบ จาก วิกฤตตะวันออกกลาง” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะ ผู้อำนวยการ ศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความ “เป็นกลางเป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยำ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง”การเมืองจากเสียงของประชาชน โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อทำหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง
การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 14 ที ่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่าง วันที่ 13 – 16 มี.ค. 2569 จาก ประชาชนที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมี บทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
1. ผลกระทบที่กังวลมากที่สุด จากสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐ–อิหร่าน (สำรวจโดย)
• 78.9% กังวลผลกระทบราคาน้ำมัน/ค่าครองชีพที ่เพิ่มขึ้น (ขนส่ง–อาหาร–ค่าเดินทาง) สูงสุด
แบบทิ้งห่าง
• รองลงมา 9.3 % กังวลข้อมูลเท็จ–ข่าวลวง ที ่ทำให้สังคมตื่นตระหนก/แตกแยก, 5.8% ความ
เสี่ยงด้านพลังงาน/สินค้า นำเข้า–ส่งออกสะดุดจากเส้นทางเดินเรือ, 5.4% กังวลต่อความเสี่ยงก่อการร้าย/เหตุความไม่สงบที่ลุกลาม ในภูมิภาค และ 0.6% ความปลอดภัยคนไทยในต่างประเทศ/แรงงานไทยในตะวันออกกลาง
➡ สะท้อน ว่า ประชาชนกว่า 3 ใน 4 มีความกังวลเรื่องปากท้องมากกว่ามิติความมั่นคง/การทูตในความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ ขณะเดียวกัน การที่ข่าวลวง–ข้อมูลเท็จ ขึ้นมาเป็นความกังวลลำดับรอง ยังสะท้อนว่าสังคมไทยไม่ได้ห่วงแค่ภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังกังวลต่อความสับสน ความตื่นตระหนก และความแตกแยกที่อาจเกิดจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนด้วย
2. ประชาชน “เสียงแตก” เกือบครึ่งเชื่อมั่นรัฐบาลใหม่รับวิกฤตตะวันออกกลางได้ แต่สูสีกับเสียงไม่มั่นใจ
• 46.2% “ค่อนข้างเชื่อมั่น- เชื่อมั่นมากที่สุด” ต่อรัฐบาลใหม่ในการรับมือผลกระทบจาก
สถานการณ์ความขัดแย้ง สหรัฐ-อิหร่าน ขณะที่ 40.4% “ไม่ค่อยเชื่อมั่น-ไม่เชื่อมั่นเลย และ 13.4%
“ไม่แน่ใจ”
➡ แม้ตัวเลขความเชื่อมั่นจะนำอยู่เล็กน้อย แต่สัดส่วนผู้ไม่เชื่อมั่นก็ยังสูงจนมีนัยสำคัญ จึงยังไม่อาจตีความได้ว่ารัฐบาล “สอบผ่าน” ในสายตาประชาชนอย่างชัดเจน ยังต้องพิสูจน์ความสามารถในการรับมือวิกฤตครั้งนี้ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม KPI Poll#14 | 2
3. “คนกรุง-Gen Z” ไม่เชื่อมั่นรัฐบาลแก้ผลกระทบสงครามนำ สวนทาง “คนใต้-วัยเก๋า”
• ภาคใต้ เชื่อมั่นสูงสุด (70.4%) รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (53.9%) และ ภาคเหนือ (36.8%) ในขณะที่ กรุงเทพมหานคร มีสัดส่วนผู้ไม่เชื่อมั่นสูงสุด (57.6%) รองลงมา คือ ภาคกลาง (56.0%) และ ภาคตะวันออก (51.7%) ตามลำดับ
• กลุ่ม Baby Boomer เชื่อมั่นสูงสุด (53.1%) รองลงมา คือ Gen X (47.6%) และ Gen Y
(47.1%) โดย Gen Z เป็นกลุ่มเดียวที่ส่วนใหญ่ “ไม่เชื่อมั่น” สูงสุด (49.0%)
➡ ความไม่เชื่อมั่นของ “คนเมือง คนรุ่นใหม่ และพื้นที่เศรษฐกิจใหญ่” อาจสะท้อนทั้งความอ่อนไหวต่อค่าครองชีพ การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เข้มข้น และความคาดหวังต่อประสิทธิภาพรัฐที่สูงกว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญมากขึ้นกับความรวดเร็ว ความโปร่งใส และการสื่อสารกับมาตรการที่จับต้องได้
4. คนไทย เกินครึ่งหนุนรัฐบาลใหม่ “วางตัวเป็นกลาง” โฟกัสอุ้มคนไทย-ผลประโยชน์ชาติ พร้อมเร่งดันมาตรการรับแรงกระแทกวิกฤตเศรษฐกิจ
• 52.5% เห็น ว่า รัฐบาลควรวางตัวเป็นกลาง โดยเน้นช่วยเหลือคนไทยและผลประโยชน์ชาติ สูงสุด
• รองลงมา 16.3% ควรให้ความสำคัญกับมาตรการเศรษฐกิจรับแรงกระแทกมากกว่าการแสดงท่าทีระหว่างประเทศ, 12.8% ควรประสานความร่วมมือด้านความมั่นคง–ข่าวกรองเพื่อป้องกันความเสี่ยงในประเทศ, 7.3% ควรเน้นการทูตเชิงรุก เรียกร้องหยุดยิงหรือเจรจาผ่านเวทีระหว่างประเทศ โดย 11.1% ไม่แน่ใจหรือไม่สามารถตอบได้
➡ ประชาชน ไม่ได้คาดหวังให้รัฐบาลไทยเลือกข้างหรือแสดงบทบาทเชิงสัญลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศมากเป็นอันดับแรก แต่ต้องการเห็น “ความเป็นกลางแบบมีภารกิจ” คือ เป็นกลางเพื่อปกป้องคนไทย รักษาผลประโยชน์ของชาติ และลดผลกระทบที่จะย้อนกลับมาสู่ภายในประเทศ โดยเฉพาะ ในมิติค่าครองชีพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
บทสรุป จาก KPI Poll ครั้งที่ 14
ผลสำรวจครั้งนี้ มิได้สะท้อนเพียงความกังวลใจของประชาชน จาก สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ยังเป็น “บททดสอบความสามารถของรัฐบาลใหม่” ในการปกป้องปากท้อง และความมั่นคงในชีวิตประจำวันของประชาชนอีกด้วย แม้ระดับความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลจะยังนำอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยังไม่มากพอที ่จะทำให้สังคมวางใจได้เต็มที่ ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการ 3 เรื่องควบคู่กัน คือ 1) ออกมาตรการลดแรงกระแทกด้านค่าครองชีพ อย่างรวดเร็ว 2) สื่อสารข้อเท็จจริง และแผนรับมืออย่างชัดเจนต่อเนื่อง และ 3) แสดงผลลัพธ์เชิงรูปธรรมให้ประชาชน เห็นว่า รัฐบาล สามารถดูแลผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ ไม่ให้ลุกลามเป็นวิกฤตในครัวเรือนได้จริง
TAG : 0 0 Google +0 เขียนเมื่อ : ศุกร์ 27 มีนาคม 2569 09:13:59 เข้าชม : 1897365 ครั้ง



















