ปักกิ่ง, 3 ก.พ. (ซินหัว) — วัฒนธรรมดั้งเดิมของจีน เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลก ผ่านผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ ๆ ตัวอย่าง เช่น ฟลอราซิส (Florasis) แบรนด์เครื่องสำอางซึ่งก่อตั้งขึ้น ในปี 2017 ประสบความสำเร็จในการสร้างฐานลูกค้าในระดับสากลด้วยการบูรณาการเทคนิคงานฝีมือดั้งเดิม อาทิ เครื่องประดับเงินอันงดงามของกลุ่มชาติพันธุ์เหมียว และศิลปะการปักผ้าซูซิ่ว เข้ากับเครื่องสำอางเสมัยใหม่ แนวทางดังกล่าวส่งผลให้แบรนด์ประสบความสำเร็จบนแพลตฟอร์มอย่างแอมะซอน (Amazon) ในญี่ปุ่น และร้านอัลตร้า บิวตี ในสหรัฐฯ
กระแสความนิยมดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มเครื่องสำอางเท่านั้น แต่ยังขยายตัวไปยังกลุ่มชาเฉพาะทาง ของเล่นสะสม และชุดตัวต่อเพื่อการประกอบด้วย โดยในมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน ชุดตัวต่อโลหะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมงกุฎเจ้าสาวในราชสำนักโบราณ มียอดการส่งออกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15
ผลิตภัณฑ์เหล่านี้กำลังถูกนิยามใหม่ให้เป็นงานศิลปะมากกว่าที่จะเป็นเพียงของเล่นทั่วไป ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงขนบธรรมเนียมประเพณีของจีนได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสร้างความรู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จหลังการประกอบ
ข้อมูลทางสถิติต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความนิยมในวัฒนธรรมจีนร่วมสมัยหรือ “ความเก๋ไก๋แบบจีน” (China-chic) ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 ยอดการส่งออกของแบรนด์สินค้าสัญชาติจีนขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.9 เมื่อเทียบปีต่อปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งยอดการส่งออกสินค้าที่ใช้ในเทศกาลและกลุ่มของเล่นในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมา มีมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านหยวน (ราว 2.26 แสนล้านบาท) และมีการส่งออกไปยังประเทศและภูมิภาคต่างๆ มากกว่า 200 แห่งทั่วโลก
ความนิยมของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยอิทธิพลทางวัฒนธรรมดั้งเดิม ความคิดสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการ และฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าระบบนิเวศการผลิตของจีนเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนผ่านมรดกทางปัญญาอันลึกซึ้งไปสู่สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความซับซ้อน ซึ่งช่วยส่งเสริมการวิวัฒนาการของทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ของจีนมานานนับทศวรรษ
การขยายตัวของแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตสัญชาติจีนไปสู่ระดับสากลเป็นปัจจัยที่ช่วยเร่งการเติบโตนี้ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยการใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียและอีคอมเมิร์ซข้ามแพรมแดนทำให้แบรนด์จีนสามารถบูรณาการวิถีชีวิตท้องถิ่นเข้ากับวัฒนธรรมโลกได้อย่างกลมกลืน ซึ่งการเข้าถึงผ่านระบบดิจิทัลนี้ช่วยสร้างการรับรู้และความภักดีต่อแบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภคชาวต่างชาติที่ตัองการประสบการณ์ที่หลากหลายและมีความหมาย
นโยบายของรัฐบาลถือเป็นกลไกสำคัญที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาดังกล่าว นับตั้งแต่การเปิดตัว “วันแบรนด์จีน” (China Brand Day) ในปี 2017 มณฑลต่างๆ ได้เริ่มดำเนินโครงการเปลี่ยนการบริโภคทางวัฒนธรรมไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยความคิดริเริ่มเหล่านี้ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างแบรนด์ระดับไฮเอนด์ที่มีอิทธิพลในระดับสากล
บริษัทสัญชาติจีน ริเริ่มปรับเปลี่ยนแนวทางจากการจำหน่ายเพียงตัวสินค้าทั่วไป ไปสู่การส่งออกประสบการณ์และปรัชญาทางวัฒนธรรมตะวันออก การตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกที่มุ่งเน้นวิถีชีวิตแบบยั่งยืน และมีความหลากหลายนี้ ช่วยให้ผู้ประกอบการจีนสามารถยกระดับในห่วงโซ่คุณค่าโลก จากอุตสาหกรรมการผลิตขั้นพื้นฐาน สู่การเป็นผู้สร้างสรรค์วัฒนธรรมระดับไฮเอนด์
การเติบโตของแบรนด์เหล่านี้ แสดงให้เห็น ว่า “สินค้าผลิตในจีน” (Made-in-China) กำลังถูกนิยามใหม่ด้วยงานฝีมือ การออกแบบ และสุนทรียศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์ มากกว่าการแข่งขันด้วยราคาที่ต่ำ การเปลี่ยนแปลงนี้ ยังคงกำหนดทิศทางของแบรนด์จีน ในขณะที่พยายามสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายภายใต้ชื่อทางการค้าที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
(ที่มา: https://www.xinhuathai.com/silkroad/557102_20260204 , https://en.imsilkroad.com/p/349429.html)
ภาพประกอบข่าว
(แฟ้มภาพซินหัว : ผู้บริโภคชาวรัสเซียสองรายเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ “ความเก๋ไก๋แบบจีน” (China-chic) ในนครเทียนจินทางตอนเหนือของจีน วันที่ 28 พ.ย. 2025)
TAG : 0 0 Google +0 เขียนเมื่อ : ศุกร์ 6 กุมภาพันธ์ 2569 16:10:59 เข้าชม : 1679344 ครั้ง



















