Home ข่าว 3 จังหวัดฝั่งอันดามัน เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group) แจง แรงงานต่างด้าวตกหล่น ฉีดวัคซีนฯ ป้องกันโรค

เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group) แจง แรงงานต่างด้าวตกหล่น ฉีดวัคซีนฯ ป้องกันโรค

6 second read
0
0
340

เปิดตัวเลขแรงงานในระบบ ที่มีเอกสารที่ต้องได้รับการจัดสรรวัคซีน ตามสิทธิ จำนวน 2 ล้าน คน ในพื้นที่เสี่ยงพบข้อจำกัดไม่มีภาษาของแรงงาน เพื่อสร้างความเข้าใจในการลงทะเบียนรับวัคซีน รวมถึง แอปพลิเคชั่น และ เว็ปไซต์ สำหรับ การจองฉีดวัคซีนไม่เอื้อต่อการลงทะเบียน ในขณะที่แรงงานที่เป็นผู้ประกันตนตาม ม.33 ที่มีจำนวนกว่า 1 ล้าน คน แต่นายจ้างต้องเป็นผู้ดำเนินการให้ ทำให้มีแรงงานตกหล่น ที่ไม่ได้รับการจัดสรรวัคซีนเป็นจำนวนมาก เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ แนะ ก.แรงงาน เลิกจัดตั้งทีมไล่ล่าหวั่น คุมโรคยาก และ จะทำให้แรงงานที่ป่วยไม่กล้าแสดงตัว เพราะกลัวถูกจับ จี้ เปิดให้เข้าสู่ระบบการลงทะเบียนแรงงานใหม่ ตาม “สมุทรสาครโมเดล” ขณะที่นายจ้าง เผยแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบจากการปิดตลาดเปลี่ยนงานเข็นรถขายของริมถนน ห่วงหากไม่ได้รับวัคซีน และ แรงงานติดโควิด จะทำให้เชื้อกระจายวงกว้าง พร้อมสะท้อนการตรวจเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยง ไม่รวมบริการแรงงานข้ามชาติด้วย แม้จะมีเอกสารครบ ก็ยังถูกเรียกเก็บเงิน จึงทำให้แรงงานในพื้นที่เสี่ยงเข้าถึงการตรวจได้ยาก

นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงาน เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group) กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ และ การเข้าถึงวัคซีนพบว่า มีแรงงานข้ามชาติติดเชื้อสะสม จำนวน 41,784 คน ( ณ วันที่ 15 มิ.ย.64) แบ่งเป็น เมียนมา 35,377 คน กัมพูชา 4,707 คน และลาว 1,700 คน โดยการแพร่ระบาดในระลอกที่สาม มีความรุนแรง และ กระจายตัวออกเป็นวงกว้างของการระบาดมากกว่า ทั้งสองระลอก ที่ผ่านมา เฉพาะระลอกนี้ มีแรงงานข้ามชาติติดเชื้อ ทั้งหมด 26,241 คน เป็นเมียนมา 20,163 คน กัมพูชา 4,478 คน และลาว 1,600 คน ซึ่งสาเหตุของการกระจายตัว ส่วนหนึ่งมาจากถูกเลิกจ้าง เพราะนายจ้างต้องปิดกิจการ โดยเฉพาะในภาคบริการ เพราะวิกฤตโควิด หรือ ตามคำสั่งของศบค.

นายอดิศร กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค ได้บีบให้แรงงานข้ามชาติเหล่านี้ต้องไปหางานทำที่อื่น เพื่อหาเลี้ยงตัวเอง เมื่อมีการเปลี่ยนงาน เปลี่ยนนายจ้าง ทำให้แรงงานข้ามชาติจากเดิมที่มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำงานอย่างถูกกฎหมาย กลายเป็นผิดกฎหมายไป เช่น ถูกจับว่าทำงานผิดประเภท หรือเอกสารแรงงานไม่ตรงกับนายจ้างปัจจุบัน แม้ว่าเป็นเรื่องที่ทั้งตัวแรงงานและนายจ้างไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่กระทรวงแรงงานกลับมีการตั้งชุดเฉพาะกิจ เพื่อติดตาม และ ตรวจสอบการทำงานของคนต่างด้าวขึ้นมา 6 ชุดขึ้นมากวาดล้างคนเหล่านี้ ซึ่งนโยบายดังกล่าว ทำให้มีความกังวลว่าจะยิ่งทำให้แรงงานยิ่งหลบซ่อน หากไม่สบายก็จะไม่กล้าออกมาแสดงตัวขอพบแพทย์ เพราะกลัวจะถูกจับ

“เรากังวลว่า ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้อยู่ คนยังติดกันเยอะ และ มีการไล่จับ ทำให้คนจำนวนมากหลบ ไม่กล้าออกมาหาหมอ ซึ่งตัวนี้น่าห่วง ถ้าการจัดการอย่างมีความขัดแย้งกันอยู่แบบนี้ เรามองว่า การควบคุมโรคติดต่อ จะทำได้ยากขึ้น และ ไม่ได้เกินประโยชน์อะไร ดังนั้นควรจัดการคนอยู่ เพื่อกันไม่ให้คนเข้า ควรทำให้คนรู้สึกสบายใจที่จะอยู่” ทำอย่างไร ให้เข้ามาอย่างถูกต้องผ่านการตรวจโรคให้เรียบร้อย ส่วนคนที่ตั้งใจมาแสวงหาการอยู่รอดที่พักพิง เราก็ต้องให้เขาเหล่านี้ มีที่พักอาศัยอยู่ได้ ภาครัฐจะต้องทำงานไปในทิศทางเดียวกัน คือ ทำอย่างไรก็ได้ ให้คนงานเข้าถึงการควบคุมโรค ทั้งการตรวจ และ วัคซีน ให้ได้เร็วที่สุด และ จะต้องใช้หลัก 4 อ. ในการจัดการ คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย อาชีพ และ มีการดูแลรักษา เมื่อมีอาการ ซึ่งตอนนี้ไม่มีการใช้ 4 อ. เลย การระบาดก็เลยชัดเจนมากขึ้น

สำหรับ การเข้าถึงวัคซีนของแรงงานข้ามชาตินั้น หากเป็นแรงงานที่มีเอกสาร ซึ่งมีจำนวนประมาณ 2 ล้าน คน ในพื้นที่เสี่ยงจะมีระบบของวัคซีน แต่พบข้อจำกัดว่า ยังไม่มีภาษาประเทศต้นทางของแรงงาน และทั้งแอปพลิเคชั่น และเว็ปไซต์สำหรับจองไม่เอื้อต่อการลงทะเบียน ส่วนแรงงานที่เป็นผู้ประกันตน ตาม ม.33 ที่มีจำนวนประมาณ1 ล้านคนนั้น มีช่องทางจองวัคซีนผ่านสำนักงานประกันสังคม และ ในพื้นที่เสี่ยงมีระบบจองของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งนายจ้างจะต้องเป็นผู้ลงทะเบียนให้ ทำให้มีโอกาสตกหล่น และระยะเวลาในการลงทะเบียนนั้นจำกัด ไม่มีแผนขยายระยะเวลาการลงทะเบียน อีกทั้งไม่รับทราบข้อมูลนัดหมาย

ขณะที่การเข้าถึงวัคซีนของผู้ติดตามแรงงาน ซึ่งมีประมาณ 1 แสน คน มีระบบจองหากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง และมีวัคซีนทางเลือกที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะฉีดในเด็กอย่างไร และ ยังพบปัญหาว่าผู้ติดตามแรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่ คือ ลูก ไม่มีเอกสารเพราะไม่ได้เกิดในไทย ส่วนกลุ่มที่ไม่มีเอกสารเลย ซึ่งคาดว่ามีประมาณ 1-2 ล้าน คน นั้น ไม่มีช่องทางในการเข้าถึงวัคซีน นอกจากวัคซีนทางเลือก ที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง เพราะระบบลงทะเบียนขอรับวัคซีนส่วนใหญ่ ต้องมีเอกสาร และ การพิจารณาให้วัคซีนแรงงานข้ามชาติในแต่ละที่ไม่เหมือนกัน

นายอดิศร ประเมินว่า กระทรวงแรงงานกลัวกระแสสังคมมากกว่า ว่า เหตุใด ถึงไม่จัดการแรงงานที่ผิดกฎหมาย กระแสนี้มาพร้อมกับข่าวคนลักลอบเข้าประเทศ แต่เมื่อไม่สามารถจัดการคนลักลอบเข้าประเทศได้ ก็มาเข้มงวดกับคนที่อยู่ข้างในประเทศ แทน ดังนั้น ในศบค.จะต้องตัดสินใจในเรื่องนี้ และ กล้าเสนอไปยังรัฐบาลว่า ต้องการแบบไหน เพราะส่งผลกระทบต่อการแพร่ระบาด

นายจ้างแรงงานข้ามชาติแฉหน่วยงานรัฐ เลือกปฏิบัติในงานตรวจโควิดแรงงานข้ามชาติ พร้อมเรียกเก็บเงินทั้ง ๆ ที่แรงงานมีสิทธิในการรับการตรวจ และ รักษา ฟรี พร้อมแนะรัฐควรจัดสรรวัคซีนให้กับแรงงานข้ามชาติ และ ทำให้ระบบเอื้อต่อแรงงานด้วย

ขณะที่ นายปภพ เสียมหาญ นายจ้างร้านอาหารย่านห้วยขวาง ที่เป็นนายจ้างของแรงงานข้ามชาติ สะท้อนว่า ตั้งแต่ระลอกแรกถึงปัจจุบัน เมื่อมีการระบาดของโควิด-19 ขึ้น นโยบายแรกคือให้ปิดร้านอาหาร และไม่ได้บอกล่วงหน้า ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถเตรียมความพร้อมได้ และ ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้เลยว่าปิดแล้ว จะเปิดอีกครั้งเมื่อไหร่ ซึ่งนอกจากส่งผลกระทบทางธุรกิจแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องของการจ้างงาน เนื่องจากเป็นระบบลูกจ้างประจำ จ่ายเป็นเงินเดือน เมื่อวันทำงานลดลง ก็จะต้องขอลดเงินเดือนตามสัดส่วนที่ประกันสังคมกำหนด ลูกจ้างบางรายก็รับได้ แต่บางรายไม่ไหว ก็ขอลาออก ไปทำงานที่อื่น ซึ่งกระทบกับนายจ้างมาก เพราะ ถ้าวันหนึ่งเปิดร้าน แต่ไม่มีคนงานพอ ก็จะเปิดร้านไม่ได้ และหากรับใหม่ก็จะเริ่มกระบวนการจ้างงานแรงงานข้ามชาติใหม่ ซี่งนายจ้างจะต้องสำรองค่าใช้จ่ายเยอะมาก

“กรณีปิดตลาดห้วยขวาง แรงงานจำนวนมาก เปลี่ยนจากรับงานรายวันที่ตลาดไปเป็นรถเข็นขายของริมถนน ไก่ทอด หมูทอด เคลื่อนย้ายตลอดเพราะถ้าเขาหยุดงานเขาไม่มีกิน ไม่มีเงินค่าที่พัก เขาก็เลือกที่จะไม่กักตัว มันก็เลยลามมาถึงตลาดใกล้เคียงด้วย” พูดตรง ๆ ในพื้นที่ห้วยขวางไม่มีใครกักตัวเลย แม้ว่าจะเป็นคนสัมผัสใกล้ชิดกับคนติดโควิดก็ตาม “ ผู้ประกอบการระบุ

นายปภพ กล่าวว่า ในการแพร่ระบาดที่ผ่านมา มีการประกาศว่า จะมีจุดตรวจเชิงรุกมาตั้งให้กลุ่มเสี่ยงสามารถไปตรวจได้ คนไทยใช้บัตรประชาชน แรงงานข้ามชาติใช้พาสปอร์ต ร้านของตนก็จะใช้วิธีการนี้โดยให้ลูกจ้างไปจองคิว ตั้งแต่ 6 โมงเช้า แต่ปรากฎว่า เจ้าหน้าที่ บอกว่า ไม่รับตรวจแรงงานข้ามชาติ ตนก็แย้งไปว่า ในเว็บไซต์ บอกว่า ให้ตรวจกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด ทางเจ้าหน้าที่บอกว่า คนไทย ยังตรวจไม่ครบเลย จะไปตรวจต่างด้าวได้อย่างไร ซึ่งยอมรับว่า ได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกโมโห เลยโทรศัพท์ไปสอบถามโดยตรงกับสำนักงานเขต และ กทม. ซึ่งก็ยืนยันคำตอบมาเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ในจุดตรวจ

“เขาบอกว่าที่ลาดพร้าวมีรับตรวจคนละ 600 บาท ตรวจละเอียด 3,000 บาท แต่ต้องจ่ายเงินเอง พอพูดแบบนี้แรงงานก็ไม่อยากตรวจ เพราะไม่อยากเสียเงิน เรานายจ้างก็ต้องควักกระเป๋าให้ เพราะถ้าไม่ตรวจก็เปิดร้านไม่ได้ ไม่รู้ใครติดไม่ติดบ้าง ถึงวันนี้ไม่มีอะไรเยียวยา ไม่มีมาตรการเป็นรูปธรรมชัดเจน” นายปภพ กล่าว

นายปภพ ยังระบุว่า แม้ว่าศบค.จะประกาศผ่อนคลายให้เปิดร้านอาหารได้ แต่ในพื้นที่ที่แพร่ระบาดจริง จะมีการประกาศเฉพาะพื้นที่อีก ทำให้นายจ้างต้องลุ้นตลอดเวลาว่า จะเปิด หรือ ปิด ทั้งนี้อยากเสนอแนะไปยังรัฐบาลว่า ควรจัดการฉีดวัคซีนให้กับแรงงานข้ามชาติด้วย และ ต้องไม่มีภาระทั้งตัวแรงงาน และ นายจ้าง เพราะเจ็บตัวกันมามากแล้ว ภาระไม่ควรเกิดขึ้นกับประชาชน ทุกคนต้องได้รับปฎิบัติที่เท่าเทียมกัน รวมถึง การเข้าถึงการรักษาที่วันนี้ เห็นหลายคนติดโควิด แต่ไม่มีรถไปรับ เพื่อเข้าสู่ระบบการรักษา อยู่ในที่พักตัวเอง คนเหล่านี้เป็นตัวเลขแฝงที่ศบค.ไม่ได้รายงานว่า มีผู้ติดเชื้อกี่รายที่ยังไม่ได้รับการรักษา

แรงงานข้ามชาติสะท้อนปัญหา ถูกกีดกัน และ เลือกปฏิบัติในการเข้ารีบการรักษา เมื่อป่วยเป็นโควิด พร้อมระบุอยากได้รับการจัดสรรวัคซีน เหมือนทุกคน

ขณะที่ นางมินเอ แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา ซึ่งเป็นแม่บ้านอยู่ในประเทศไทย ยังได้สะท้อนถึงปัญหาที่เธอต้องพบเจอ เมื่อป่วยเป็นโควิด ว่า แม้ว่าตนจะมีเอกสารถูกต้อง แต่เมื่อป่วยเป็นโควิดก็ต้องรักษา และ รับผิดชอบตนเอง รวมไปถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ด้วย เมื่อตอนที่รู้ว่าป่วยเป็นโควิดแน่ ๆ ก็ได้รับผลกระทบทั้งกับการทำงาน และ การรักษาตัว เพราะตนทราบข่าวว่า รัฐบาลไทยประกาศ ว่า ทุกคนที่ป่วยเป็นโควิดในประเทศไทย จะต้องได้รับการรักษา ฟรี แต่ตน สำหรับตนแล้ว ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง ทุกบาท ทุกสตางค์ แต่โชคดีที่นายจ้างของตนดูแลและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวให้ทั้งหมด แต่กับคนอื่น ๆ หากเขาไม่พบเจอนายจ้างแบบตนแล้ว ระบบก็ไม่รองรับการรักษาพยาบาล ให้กับเขาก็น่าเป็นกังวล ทั้งนี้ ตนอยากได้รับการจัดสรรวัคซีนเหมือนกับคนอื่น ๆ เพราะต้องทำงานในประเทศไทย อีกนาน ไม่อยากให้ตนเองต้องเสี่ยงต่อการติดโรค หรือ จะต้องกลายเป็นคนที่ติดเชื้อ และ นำโรคไปติดคนอื่น ซึ่งตอนนี้นายจ้าง ได้ลงทะเบียนรับการฉีดวัคซีนให้ตนแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการจัดสรร ///

หมายเหตุ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 091-838-6265

TAG : 0  0 Google +0 เขียนเมื่อ : 23 มิถุนายน 2564 17:45:59 เข้าชม : 1989372 ครั้ง

Load More Related Articles
Load More By admin
Load More In ข่าว 3 จังหวัดฝั่งอันดามัน
Comments are closed.

Check Also

“ลายัน กรีน พาร์ค” ประกาศความสำเร็จ ได้รับใบรับรองระดับโลกจาก EDGE แห่งแรกในไทย ชู เทคโนโลยีสีเขียว สุดล้ำ ยุคใหม่แห่งการอยู่อาศัย สำหรับครอบครัวในภูเก็ต

โครงการคอนโดเทลใหม่ล่าสุด ขนาด 403 ยูนิต โครงการแรกในปร … …