Home ข่าวเด่น ดิจิทัล บทวิเคราะห์ : สหรัฐฯ ควรเลิกนิสัยใส่ร้าย จีน ตลอด

บทวิเคราะห์ : สหรัฐฯ ควรเลิกนิสัยใส่ร้าย จีน ตลอด

6 second read
0
0
200

รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันไม่ต่างอะไรจากรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดที่แล้ว ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อจีน เพียงแต่ว่า รัฐบาลสหรัฐฯชุดปัจจุบันหน้าซื่อใจคดยิ่งกว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว เสียอีก

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แถลงนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ต่อจีน โดยได้ย้ำอีกครั้งถึงสิ่งที่เรียกว่า ทฤษฎีจีนคุกคาม การแข่งขันที่ต้องมีฝ่ายแพ้ฝ่ายชนะ และ การเมืองระหว่างประเทศ ลักษณะแบ่งพรรคแบ่งพวก พร้อมทั้งเผยแพร่คำโกหกเรื่องปัญหาสิทธิมนุษยชนในจีน และใส่ร้ายป้ายสีนโยบายภายในประเทศ และ ต่างประเทศของจีน อย่างไรก็ตาม นายแอนโทนี บลิงเคน บอกชาวโลก ว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการเห็นเกิดความขัดแย้ง หรือ สงครามเย็น ครั้งใหม่

คำพูดดังกล่าวของนายแอนโทนี บลิงเคน ช่างเป็นความขัดแย้งนี่กระไร ! สำหรับคนทั่วโลก ง่ายมาก ที่จะเห็นเป้าประสงค์ที่แท้จริงของสหรัฐฯ นั่นก็คือ พยายามยับยั้งจีน ในขณะเดียวกัน แสร้งทำเป็นว่า ไม่ต้องการ

วิธีการแบบตีสองหน้า ดังกล่าว ไม่เพียงแต่เผยให้เห็นถึงแนวคิดสงครามเย็น ที่ดื้อรั้นของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังพิสูจน์ให้เห็นถึงนิสัยขี้โกหกของสหรัฐฯ อีกด้วย

ตามสภาพความเป็นจริง สหรัฐฯเองที่เป็นผู้ทำลายระเบียบโลกที่มีอยู่ในปัจจุบัน เป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพv และ vเสถียรภาพของโลก และ เป็นผู้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ทำสงครามในต่างประเทศ ครั้งแล้วครั้งเล่า ได้คว่ำบาตรประเทศหรือองค์กรต่างๆตามอำเภอใจ ได้สร้างความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชีย และ ภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก ตลอดจนได้ละเมิดบรรทัดฐาน ขั้นพื้นฐานแห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และกฎบัตรสหประชาชาติ

ช่วงหลายปีมานี้ เมื่อเห็นจีนได้พัฒนาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว สหรัฐฯ รู้สึกหวั่นไหวมากขึ้นทุกวัน แต่ดูเหมือนว่า สหรัฐฯไม่คิดที่จะพัฒนาประเทศตัวเองให้ก้าวหน้าต่อไป แต่กลับคิดหาวิธีการต่างๆ เพื่อยับยั้ง และ โจมตีจีน เช่น ขึ้นบัญชีดำบริษัทไฮเทคของจีน ด้วยข้อหาที่ไม่มีมูล ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในอัตราสูง และ เข้าแทรกแซงกิจการภายในของจีน ในประเด็นปัญหาฮ่องกง ซินเจียง และ ทิเบต

สำหรับประเด็นปัญหาไต้หวัน สหรัฐฯ ได้ละเมิดคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับจีน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และ พยายามทำให้ความสำคัญของหลักการจีนเดียว ลดน้อยลง ทำให้สันติภาพ และ เสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน ต้องเสี่ยงต่ออันตราย

ล่าสุด สหรัฐฯ ได้พยายามสร้างกลุ่มประเทศพันธมิตรต่อต้านจีน ในเอเชียแปซิฟิกผ่าน “กรอบเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก” ที่คลุมเครือ ซึ่งเพิ่งประกาศเมื่อเร็วๆนี้ และกลไก“QUAD”

ดังนั้น ถึงแม้นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ อ้างว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการยับยั้งจีนในการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือ ส่งเสริมผลประโยชน์ของประชาชน และ ไม่คาดหวังที่จะบังคับให้ประเทศอื่น เลือกข้างระหว่างสหรัฐฯกับจีน แต่ความหมายที่แท้จริงในคำพูดของนายแอนโทนี บลิงเคน กลับเป็นตรงกันข้าม

ขณะนี้ ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นหลายๆครั้งแล้ว ว่า จีน และ สหรัฐฯ ทั้งสองฝ่าย จะได้ประโยชน์จากความร่วมมือ และ ประสบความเสียหายจากการเผชิญหน้า ประสบการณ์ดังกล่าวเหมาะสำหรับประเทศต่าง ๆ ในทั่วโลกด้วย และ ในช่วงเวลาที่ประชาคมโลก กำลังต่อสู้กับความท้าทายระดับโลก อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เช่น การเอาชนะการระบาดใหญ่ของโควิด-19 การกระตุ้นเศรษฐกิจโลกที่ตกอยู่ในภาวะซบเซา และ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องยิ่งต้องหันมากระชับความร่วมมือกัน

ด้วยสาเหตุดังกล่าวนี้ สหรัฐฯ ควรหันมาทำงานร่วมกับจีน เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดี และ มั่นคง ซึ่งจะมีการเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และ ความร่วมมือลักษณะได้ชัยชนะร่วมกัน นี่จึงเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และ มีความรับผิดชอบอย่างแท้จริง ในการจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ทวิภาคี ที่สำคัญที่สุดในโลก

เขียนโดย ไช่ เจี้ยนซิน ภาคภาษาไทย ศูนย์เอเชียแอฟริกา สถานีวิทยุ และ โทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน(CMG)

TAG : 0 0 Google + 0 เขียนเมื่อ : 30 พฤษภาคม 2565 16:45:59 เข้าชม : 1896723 ครั้ง

Load More In ข่าวเด่น ดิจิทัล
Comments are closed.

Check Also

กลุ่ม ปตท. รวมพลังบรรจุถุงยังชีพ พร้อมส่งความช่วยเหลือ ผู้ประสบภัย จาก พายุโนรู

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ … …