Home ข่าวเด่น ดิจิทัล กินแบบลดโลกร้อน เสริมความยั่งยืน ด้านอาหาร สไตล์ “ยักษ์กะโจน”

กินแบบลดโลกร้อน เสริมความยั่งยืน ด้านอาหาร สไตล์ “ยักษ์กะโจน”

6 second read
0
0
103

กินแบบลดโลกร้อน เสริมความยั่งยืนด้านอาหาร สไตล์ “ยักษ์กะโจน” ทุก ๆ วันเราต้องกิน และ ใช้ทรัพยากรบนโลกมากมาย ทุกวันในการดำรงชีวิต และในขณะที่ทรัพยากรของโลกหมดไปทุก ๆ วันอาจมีไม่กี่คนที่ตั้งคำถามว่า เรากำลังกินแบบสร้างสรรค์ หรือ กินแบบทำลายล้างอยู่

หนึ่งในกลุ่มคนที่ร่วมกันผลักดันการกินแบบสร้างสรรค์ เอื้อเฟื้อต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความหลากหลายให้กับอาหารไทยที่มีความหลากหลายน้อยลงไปทุกที นั่นก็คือกลุ่ม “ธรรมธุรกิจ” ที่มีหัวเรือใหญ่อย่าง ดร. วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือที่ทุกคนเรียกว่า อาจารย์ยักษ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และ โจน จันใด ผู้ก่อตั้งสวนพันพรรณ จ.เชียงใหม่

ในงาน Sustainability Expo 2022 ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่สาม ที่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กับการเสวนาในหัวข้อ “ลดโลกร้อนด้วยการกินแบบ “ยักษ์กะโจน”” อาจารย์ยักษ์ในฐานะประธานที่ปรึกษา บริษัท ธรรมธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ได้เริ่มบอกเล่าให้เห็นภาพว่า การกินมีส่วนสัมพันธ์กับโลกอย่างไรบ้าง โดยกิจกรรมการบริโภคแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนที่ 1 คือ กระบวนการผลิตอาหาร ซึ่งในด้านนี้มีรายละเอียดมากมาย แต่อาจารย์ยักษ์ ได้เริ่มต้นด้วยการยกตัวอย่างปัญหา การทำประมงขนาดใหญ่ เพื่อให้ได้ กุ้ง หอย ปู ปลา และ สาหร่ายมาประกอบอาหาร ซึ่งกว่าจะได้มาต้องเผาผลาญพลังงานไปมากมาย กว่าจะออกเรือไปมหาสมุทรจับปลา เรือวิ่ง 1 ชั่วโมง ใช้น้ำมัน 100 ลิตร สูญเสียออกซิเจน และ สร้างคาร์บอนมากมาย ในกระบวนการอุตสาหกรรมประมง ส่วนที่ 2 คือ กระบวนการขนส่ง และ การปรุงก่อนที่อาหารจะเข้าถึงปาก ถ้าอาหาร 1 จาน ต้องปรุง 7 หม้อ ตั้ง 7 เตา ด้วยการปรุงหลายสิ่งอย่างแยกกันแล้ว เอามารวมกันเป็นเมนูเดียว ถือเป็นการเผาผลาญพลังงานมากมายเกินควรกว่าจะได้กินอาหารสักจาน ส่วนเรื่องการขนส่ง การผลิตที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่ง แต่ขนส่งมาตามระยะทางเป็นพันเป็นเหมื่นกิโลเมตร เพื่อมากินอีกที่หนึ่ง หรือ การกินข้ามโลกแบบนี้ ทำให้เกิดการเผาผลาญมหาศาลจนโลกร้อน และ ได้รับผลกระทบไปกันไปหมด เพราะฉะนั้น ถ้าไม่จำเป็นอย่ากินของที่ต้องผ่านการกระบวนการขนส่งมากจนเกินไป ส่วนที่ 3 คือ การแบ่งปันกันกินอย่างทั่วถึง เมื่อเกิดปัญหาขาดแคลนอาหาร ที่คนได้กินไม่ทั่วถึงกัน ก็ทำให้เกิดช่องว่าง ช่องว่างทำให้เกิดความขัดแย้ง ความขัดแย้งนำมาสู่สงคราม เกิดการขนอาวุธไปแย่งน้ำมัน แย่งพลังงาน แย่งอาหาร นำไปสู่ปัญหามากมายที่ทำให้โลกร้อนระอุอยู่ทุกวันนี้

ทางออกของการแก้ปัญหาเหล่านี้ ได้รับมติเป็นเอกฉันทน์ จากนักวิชาการเกษตรกรรม ทั่วโลก ดังที่อาจารย์ยักษ์ขยายความว่า “ตอนนี้องค์กรว่าด้วยอาหารและเกษตรโลก ได้ออกนโยบายมาสนับสนุนให้เกิดการกินอย่างทั่วถึง โดยให้น้ำหนักกับเกษตรกร และ ประมงรายเล็ก หรือที่เรียกว่า Small Scale Farm ถ้าเกษตรกรรายเล็ก ๆ แข็งแรง เขาจะแจกกันกินทั้งหมู่บ้าน ทำให้ไม่มีใครอดประกอบกับผลจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และ ผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของโควิดที่เกิดขึ้น ทำให้นักวิชาการทั้งโลก ยอมรับว่า ระบบการผลิตอาหารที่ทำลายล้างโลกอยู่นี้ ทำให้โลกร้อนขึ้น ดังนั้น จึงต้องสนับสนุนเอาจริงเอาจังกับผู้ผลิตรายเล็ก ไม่ว่า จะอยู่บนบก หรือ ในน้ำ เพราะมันเป็นทางรอดของมนุษยชาติ และ เป็นการแก้ปัญหาโลกร้อนไปด้วยพร้อมกัน

ยกตัวอย่าง ชาวประมงรายย่อย เขาจับปลา เขาไม่ได้จับแบบทำลายล้าง เขาจับแล้วเขาอนุรักษ์ลูกกุ้ง ลูกปลา เขาจึงอยู่กันมาได้ 5,000 ปี แต่พอเราเข้าสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรม การทำประมง ทำเกษตรกรรมขนาดใหญ่ ก็แทบไม่เหลืออะไรเลย ป่าหายหมด สุดท้ายเราจึงต้องมากินให้ป่ามันเกิด”

เสริมด้วยมุมมองด้านการ “กินน้อยชนิด” ลงไปเรื่อย ๆ ที่นำไปสู่ปัญหารอบด้านจาก โจน จันได ประธานกรรมการบริหาร บ.ธรรมธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด โดยอธิบายอย่างชัดเจนดังนี้ “ปัญหาความไม่ยั่งยืน ปัญหาโลกร้อน ปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทุกวันนี้ สาเหตุหลัก ๆ เกิดมาจากการกินเป็นหลัก การกินที่เกิดปัญหาในทุกวันนี้เกิดมาจากการเรียนโภชนาการที่บอกว่าต้องกินโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ ทุกคนก็กินโปรตีนเป็นหลักเพราะอยากตัวสูง มันคือ การใช้ข้อมูลทางวิชาการแบบจำกัด คนจำนวนมากจึงกินกันแต่เนื้อ นม ไข่ กินนาน ๆ เข้า เกิดมาเป็นวัฒนธรรม กินกันแต่โปรตีน ไม่มีใครกังวลว่ากินเกลือแร่และวิตามินพอมั้ย

ซึ่งปัจจัยนี้ นำไปสู่การกินของน้อยชนิดลงไปเรื่อย ๆ จนทุกวันนี้ คนไทยกินแต่ไก่ ไข่ หมู เพราะรัฐบาลสนับสนุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ผลิตสิ่งเหล่านี้ 3 อย่างนี้ สิ่งเหล่านี้โตมาด้วยข้าวโพด และ มันสำปะหลัง เราจึงเห็นชาวบ้านโค่นป่า เพื่อหาพื้นที่เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู ยิ่งคนกินไก่ ไข่ หมู มากขึ้นเท่าไหร่ ป่าก็ยิ่งลดลง ๆ ผลกระทบที่ตามมาคือหน้าดินหาย ซึ่งหน้าดินหรือดินร่วนเป็นสิ่งที่ธรรมชาติใช้เวลาเป็นร้อยปีเป็นพันปีจึงจะสร้างขึ้นมาได้ 1-2 นิ้ว พอเราโค่นป่า ไฟเผา หน้าดินหายไปเลย 1 นิ้ว

พฤติกรรมการกินของคนที่น้อยชนิดลงไปเรื่อย ๆ จึงทำให้ระบบนิเวศพังทลายลง ความสมดุลสูญหายไป การกินน้อยชนิดแต่ปริมาณมากขึ้นทำให้ในร่างกายมีแต่ไก่ ไข่ หมู กับข้าว เราได้สารอาหารพวกนี้มากเกินความจำเป็น แต่เราขาดสารอาหารที่จำเป็นกับเรา สุขภาพก็แย่ลง คนเป็นโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเชื้อโรคมากขึ้น เช่น มะเร็ง หัวใจ และอื่น ๆ

เมื่อมองภาพรวมถึงได้เห็นว่า การกินทำให้เกิดผลกระทบมากมายบนโลกใบนี้ เราจะเริ่มเห็นสงครามเกิดบ่อยขึ้นรุนแรงขึ้น น้ำท่วม ฝนแล้ง พายุถล่ม โลกร้อน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกันหมด เพราะโลกนี้ทุกอย่างสัมพันธ์กันหมด

การกินน้อยชนิดลงไปเรื่อย ๆ จึงกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ของโลกทุกวันนี้ ยกตัวอย่างป่าฝนในอาร์เจนติน่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุด หดหายลงไปทุกปี เพราะเขาถางป่า เลี้ยงวัว แล้วส่งเนื้อวัวไปขายที่อเมริกา คนอเมริกันกินเนื้อวัวเยอะมาก แค่คนอเมริกันกินเนื้อวัวประเทศเดียว ป่าอาร์เจนติน่าก็หายหมดแล้ว

สำหรับคนไทยเรา 30 ปี ย้อนหลัง กินปลาเป็น 200 ชนิด ต่อปี กินผักมากกว่า 100 ชนิด ต่อปี ปัจจุบันเหลือแค่ปลาดุก ปลานิล และปลาทับทิม 3 อย่างนี้ เลี้ยงด้วยข้าวโพดเป็นหลัก และ ปลาเล็กปลาน้อยผสมนิดหน่อย”

ประเด็นเหล่านี้ย้อนกลับไปสู่ต้นตอของปัญหานั่นก็คือกระบวนการผลิตที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ดังที่ผู้ก่อตั้งสวนพันพรรณฉายให้เห็นภาพที่ชัดเจนกว่าเดิมถึงต้นทุนในอุตสาหกรรมอาหารที่ไม่มีใครพูดถึง

“คนทั่วไปจะคิดว่า อาหารมีราคาเท่าไหร่ ไก่กิโลละเท่าไหร่ คนผลิตคิดว่าลงทุนไปเท่าไหร่ แต่การผลิตอาหารเหล่านี้มีต้นทุนซ่อนเร้นอยู่ มีชาวบ้านจำนวนมากต้องไปถางป่าเพื่อปลูกข้าวโพด ถ้าคนเหล่านั้นถูกกรมป่าไม้จับ ไม่มีใครไปช่วยเขา ถ้าไม่ถูกจับเขาก็ฉีดยาฆ่าหญ้าใส่ปุ๋ยแล้วก็เป็นโรคจากยาฆ่าหญ้าตาย ปลูกเสร็จแล้วก็ขายราคาต่ำกว่าทุนอีก เพราะราคาตลาดมันอยู่แค่นั้น นั่นคือต้นทุนที่เรามองข้าม และ สร้างหายนะต่าง ๆ ทุกวันนี้พฤติ กรรมการกินของคนไทยที่น้อยชนิดลงไปเรื่อย ๆ นี้ทำให้พื้นที่ป่าหายไปจนเหลือไม่ถึง 15 เปอร์เซ็นต์แล้ว สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการกินที่ผิดปกติของเราที่เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาความไม่ยั่งยืนบนโลกนี้”

ทั้งหมดนี้คือ ที่มาของแบรนด์ “ยักษ์กะโจน” ที่เป็นทั้งผู้ผลิต ผู้ขาย และ ร้านอาหารเกษตรอินทรีย์ ที่เริ่มกระจายให้เห็นในกรุงเทพฯ ซึ่งทั้งสองผู้ร่วมก่อตั้งยืนยันว่าการกินอาหารภายใต้แนวคิด และ การผลิตแบบยักษ์กะโจน จะสามารถช่วยสร้างป่า และ ลดโลกร้อนได้จริง อาจารย์ยักษ์ได้อธิบายให้เห็นภาพโดยยกตัวอย่างจากอาหารที่ขายในร้านว่า “เริ่มตั้งแต่ข้าว ข้าวของเรามาจากเกษตรกรรายเล็ก ที่ผ่านการอบรมของเรา เงื่อนไขที่ 1 คือ ไม่ฆ่าหญ้า ไม่ละเมิดศีลข้อที่ 1 เพราะยาฆ่าหญ้ากว่าจะได้มาก็ต้องเจาะพื้นโลก ขุดเอาน้ำมันขึ้นมาสกัดสร้างเป็นยาฆ่าหญ้า เงื่อนไขต่อมาคือไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี เพราะกว่าจะได้ปุ๋ยมาก็เหมือนยาฆ่าหญ้า ต้องเจาะพื้นโลกเอาน้ำมันมากลั่น มีรายละเอียดเยอะแยะกว่าจะได้ปุ๋ยขึ้นมา สมาชิกของเราต้องไม่ใช้กระบวนการผลิตที่ไปทำลายโลก

ส่วนปุ๋ยของเราได้มาจากการหมักใบไม้ ใบไม้ก็มาจากต้นไม้ที่เราปลูกรอบบ้าน เราปลูกป่ารอบบ้าน กระบวนการนี้ทำให้ดินสมบูรณ์ ดินฟู มีความหลากหลาย มีจุลินทรีย์ ต้นไม้ก็มีความหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน ช่วยเก็บคาร์บอนไว้ในต้นไม้ เก็บในดิน ลองเอาเทอร์โมมิเตอร์ไปวัดจะรู้เลยว่าสวนแบบเราเย็นกว่าไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด 5-10 องศาเซลเซียส สามารถลองวัดได้เลย ว่าเราช่วยทำให้โลกเย็นได้จริง ๆ”

ทั้งนี้โจนก็ได้กล่าวเสริม ว่า ไม่ต้องกินอาหารของยักษ์กะโจนก็ได้ ขอแค่กินอาหารอินทรีย์ก็ได้มีส่วนช่วยสนับสนุนสิ่งแวดล้อม แล้ว “ทันทีที่คุณกินอาหารเกษตรอินทรีย์เข้าไป นั่นหมายความว่าคุณได้ช่วยสร้างป่าแล้ว และนั่นคือการให้ชีวิต และ การให้ชีวิตสำคัญกว่าการให้ทุกอย่างบนโลกนี้ การกินจึงมีความสำคัญมาก ทุกครั้งที่กินอะไรเข้าไป เราควรรู้ที่มาว่าอาหารที่เรากินมาจากไหน ปลูกยังไง ขนส่งยังไง ทุกวันนี้คนจำนวนมากไม่รู้ที่มาว่าตัวเองกินคืออะไร กินแล้วเจ็บป่วย แล้วก็ทำลายทุกอย่าง”

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ทั้งสองคาดหวังไม่ใช่กำไรทางธุรกิจมหาศาล แต่คือการสร้างโลกที่น่าอยู่ สร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้เกษตรกรรุ่นหลัง ส่วนผู้บริโภคก็ได้กินอาหารคุณภาพดีและอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี

“เราต้องการให้ดินกลับมามีชีวิต ให้น้ำกลับมาใส พืชพรรณกลับมาหลากหลาย ถ้าเราสนับสนุนการกินแบบนี้ เกษตรกรก็จะหันมาทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น อาหารก็จะหลากหลายมากขึ้น และมันก็กลับมาดีที่ตัวเราเองผมเองเป็นเกษตรกร ผมคาดหวังว่าวันหนึ่งผมอยากเห็นเกษตรกรอยู่ได้จริง ผมอยากจะเห็นคนธรรมดาลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่าง เพื่อแก้ปัญหา เป้าหมายหลักของธรรมธุรกิจ คือ เราต้องการแก้ปัญหา ปัญหาที่คนปลูกอยู่ไม่ได้ เกษตรกรลดจำนวนลงทั่วโลก คนกินก็กินขยะเป็นอาหาร พวกเราจึงอยากทำตรงนี้ เพราะเราหวังว่า ลูกหลานเราจะมีอาหารดี ๆ มีแผ่นดินสบาย ๆ อยู่อาศัย มีร่มเงาเย็น ๆ ให้ได้พัก เราอยากทำให้โลกน่าอยู่ คนมีความสุขมากกว่าทุกวันนี้” โจน กล่าวทิ้งท้าย

ส่วนอาจารย์ยักษ์ก็มุ่งหวังให้อาชีพเกษตรกรไทยยั่งยืน และ อยู่ได้ด้วยตนเอง “ระบบเกษตรกรรม จะต้องยั่งยืนชั่วลูกชั่วหลาน เกษตรกรต้องไม่ทิ้งพ่อทิ้งแม่แล้วมาทำงานในเมือง เกษตรกรจะต้องโตที่นั่น พัฒนาที่นั่น เราอยากเห็นความยั่งยืนแบบนี้ เพราะความยั่งยืนอยู่ที่คน ไม่ได้อยู่ที่ที่ดิน”

TAG : 0 0 Google +0 เขียนเมื่อ : 30 กันยายน 2565 18:54:59 เข้าชม : 1687915 ครั้ง

Load More Related Articles
Load More By admin
Load More In ข่าวเด่น ดิจิทัล
Comments are closed.

Check Also

SolarEdge จัดแสดง DC Optimized Solution ติดตั้งในไทย มากกว่า 2,000 โครงการ ชูจุดเด่นผลิตไฟได้มากกว่า ปลอดภัยกว่า อ่านค่าผลิตไฟได้เป็นรายแผง

SolarEdge ผู้นำระดับโลก ด้านเทคโนโลยีพลังงานอัจฉริยะ จด … …