Home ข่าวเด่น ดิจิทัล ผู้นำ 5 องค์กรธุรกิจชั้นนำ เปิดมุมมอง ทางรอดสู่ความยั่งยืน ผ่านธุรกิจ บนเวที SX2022

ผู้นำ 5 องค์กรธุรกิจชั้นนำ เปิดมุมมอง ทางรอดสู่ความยั่งยืน ผ่านธุรกิจ บนเวที SX2022

27 second read
0
0
219

ผู้นำ 5 องค์กรธุรกิจชั้นนำเปิดมุมมองทางรอดสู่ความยั่งยืนผ่านธุรกิจ บนเวที SX2022

ในขณะที่โลกของเรา กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทาย ที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมในสังคม ภาคธุรกิจไม่เพียงมีความรับผิดชอบต่อสังคม เท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนอนาคต เพื่อความยั่งยืนของทุกคนบนโลกนี้ด้วย

นอกจากผนึกกำลังกันจัดงานมหกรรม ด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในอาเซียน Sustainability Expo 2022 แล้ว ซีอีโอจากทั้ง 5ของบริษัทชั้่นนำ ได้แก่ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้มารวมตัวกันบนเวทีเสวนาในหัวข้อ Leading Sustainable Business เพื่อเปิดกลยุทธ์องค์กรด้านความยั่งยืน พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความท้าทาย และ เส้นทางเพื่อความอยู่รอดของโลกทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด หรือ ซีพี กล่าวว่า การที่องค์กรจะดำเนินกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนได้ ต้องเริ่มจากผู้นำองค์กรไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ที่จะต้องตระหนักรู้ว่า ขณะนี้ทุกคนกำลังเผชิญกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนจริง ๆ และเป็นปัญหาของโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอัตราเร่ง เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ นำไปสู่การบริโภคที่ดึงทรัพยากรของโลกและก่อให้เกิดมลภาวะ เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ ปัญหาขยะจำนวนมหาศาล

“ทุกวันนี้ทั้งภาครัฐ และ เอกชนมีการพัฒนาเศรษฐกิจกัน อย่างเต็มที่ และ ถูกขับเคลื่อนออกมาในเชิงบริโภคนิยม โดยไม่ตระหนักว่าของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต และ ทำลายทรัพยากรจากการบริโภคนั้น สร้างผลกระทบในวงกว้างขนาดไหน ฉะนั้นถ้าหากทุกคน มีแต่เป้าหมายในชีวิตของตัวเอง มีแต่เป้าหมายขององค์กร แต่ไม่เคยตั้งเป้าหมายความรับผิดชอบต่อความยั่งยืนของโลก และ ต่อตัวเราเอง โลกก็จะไม่ยั่งยืน”

องค์กร จึงควรมีการตั้งเป้าหมาย และ ตัวชี้วัดการดำเนินงานด้านความยั่งยืน สร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริหาร พนักงาน รวมไปถึงคู่ค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน มีการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนขององค์กร มีการส่งเสริม ให้การยอมรับ และ มอบผลตอบแทนแก่พนักงานรวมทั้งครอบครัวของพนักงานทุกคนที่ทำงานเพื่อความยั่งยืนอย่างจริงจัง รวมถึงการให้ทุนสนับสนุนการดำเนินโครงการ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวก สร้างนวัตกรรม และ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร “ซีพี ตั้งเป้าไว้ว่าภายใน 10 ปี บริษัทจะผงาดอยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก ในด้านธุรกิจ ในขณะเดียวกันก็ต้องเป็น 1 ใน 10 ของโลกด้านความยั่งยืนด้วย เพราะผมเชื่อมั่นว่า บริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยการมีวัตถุประสงค์ที่ดี ต่อส่วนรวมจะเป็นองค์กรที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง”

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในอดีต ตนเองเคยคิดเพียงว่าจัดการปัญหาภายในองค์กรได้ก็ถือว่าทำสำเร็จแล้ว แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่องค์กรไม่แสวงหากำไร และ คู่ค้าธุรกิจอยากเห็น คือบริษัทมีการดูแลปัญหาไปจนถึงซับพลายเชน ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ดังนั้นไทยยูเนี่ยนต้องทำงานใกล้ชิดกับทั้งฝ่ายรัฐบาล คู้ค้าที่ขายวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นเรือประมงทั้งหลาย เกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งในฟาร์ม รวมไปถึงการจัดหาจัดจ้างแรงงานโดยตรงจากต่างประเทศด้วย ไม่เพียงแต่แรงงานภายในองค์กรเท่านั้น ไทยยูเนี่ยนยังมีจรรยาบรรณทางธุรกิจ ที่กำหนดให้คู่ค้าทุกราย ในระบบต้องปฏิบัติต่อแรงงานทุกคนอย่างถูกต้อง ตามหลักมนุษยธรรม มีมาตรการในการจัดซื้อวัตถุดิบที่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Responsible Sourcing) โดยมีการตรวจสอบการจัดการเรือประมงทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมไปถึงการบริหารจัดการฟาร์มที่เป็นคู่ค้าของบริษัทด้วย

นายธีรพงศ์ กล่าวว่า สำหรับธุรกิจของไทยยูเนี่ยน การดำเนินการด้านความยั่งยืน ถือเป็นใบอนุญาตในการทำงาน เพราะเป็นความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น นักลงทุน คู่ค้าทุกส่วน ที่ต้องการเห็นการดำเนินงานด้านความยั่งยืนเกิดขึ้นอย่างจริงจัง ทุกวันนี้คู่ค้าธุรกิจต้องการค้าขายกับบริษัท ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ฉะนั้น บริษัทที่ไม่ใส่ใจด้านนี้ ก็จะไม่สามารถทำธุรกิจได้

“สำหรับ ผู้ประกอบการธุรกิจโดยเฉพาะในประเทศไทย ผมอยากให้มองว่า เรื่องความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัว การทำเรื่องนี้ไม่ใช่ทำเพื่อความอยู่รอดของโลกเท่านั้น แต่เป็นความอยู่รอดของตัวเราเองและของธุรกิจเราด้วย ผมเชื่อว่า การทำเรื่องความยั่งยืน จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน และจะนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้ในอนาคต”

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “การดำเนินการเรื่องความยั่งยืน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน เป็นเรื่องที่มีความไม่แน่นอนสูง เพราะสภาวะการณ์ และ ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก และ ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การดำเนินธุรกิจเพื่อลดโลกร้อนจึงควรเริ่มที่คำถามว่า “ทำไม” และ สร้างแนวทางที่ส่งผลกระทบด้านบวกให้มากที่สุด เพื่อสร้างแนวทางแก้ปัญหาที่ตรงจุด ทำได้จริงและยั่งยืน อีกความท้าทายหนึ่งของโลก คือการทำให้ได้อย่างที่พูด จึงจะสามารถแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนได้อย่างจริงจัง แม้จะมีพันธกิจร่วมกันของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก แต่สิ่งที่ทุกคนหวั่นใจ คือ ไม่ได้ลงมือทำตามที่พูดไว้ สุดท้ายแล้วแผนการต่าง ๆ ที่ตกลงมาก็ไร้ประโยชน์”
นายรุ่งโรจน์ เสนอแนะว่า สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก การดำเนินกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน ควรตั้งต้นจากลูกค้า ว่า ลูกค้ามีความต้องการอะไรที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสินค้า การใช้งาน หรือการรีไซเคิล เมื่อนำข้อมูลที่ได้จากลูกค้ามาบวกกับนวัตกรรม และ เทคโนโลยี ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นแนวทางดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนได้อย่างชัดเจนขึ้น ซึ่งจะทำให้มีกรณีของความสำเร็จ ที่สามารถนำไปใช้ในการแลกเปลี่ยนกัน ภายในองค์กร และ ทำให้เกิดการขยายวงกว้างขึ้นได้

ขณะที่ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ให้ทรรศนะว่าความวุ่นวายของโลก เกิดจากการบริโภคนิยม (Consumerism) ที่ทำให้ภาคธุรกิจ

พยายามตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่า จะมีพันธกิจทั้งระดับองค์กร ระดับประเทศ และ ระดับโลก ที่มุ่งไปสู่เป้าหมายการพัฒนาความยั่งยืน หรือ SDGs (Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติ ในปี 2030 พร้อมทั้งเป้าหมายสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ แต่ทุกคนต้องกลับมาถามตัวเองก่อนว่า เราสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้มากน้อยแค่ไหน ?

“ผมอยากให้ตั้งคำถามร่วมกันว่า หลังจากปี 2030 องค์การสหประชาชาติจะใช้หัวข้ออะไรในอีก 15 ปี ถัดไป หรือปี 2545 ผมเชื่อว่า การคิดเรื่องความยั่งยืนจะกลับมาที่ปัจเจกบุคคล โดยการน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ในทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม”

นายฐาปน ยังกล่าวอีกว่า หลังยุคมิลเลนเนียมปี 2000 เกิดความร่วมมือกันของประเภทธุรกิจ ที่อยู่บนกระดานเดียวกัน (industry collabora tion) เพื่อสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่ง และ เติบโต แต่หลังวิกฤตการณ์โควิด-19 จะเป็นยุคของความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม (cross-industry collaboration) ซึ่งจะเห็นได้จากงาน SX 2022 ที่เกิดจากการรวมพลังของเครื่องข่าย Thailand Supply Chain Network และ สมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งทุกคน ซึ่งถือเป็นพลังร่วมที่สำคัญ และ เป็นมิติใหม่ที่จะหาคำตอบว่า ทุกคนจะอยู่กันอย่างไร ต่อไป และ จะช่วยกันรักษาโลกใบนี้ได้อย่างไร ?

#SX2022 #GoodBalance #BetterWorld #BetterMe #BetterLiving #BetterCommunity
#SustainabilityExpo #SustainabilityExpo2022 #Sustainablity #สมดุลที่ดีเพื่อโลกที่ดีกว่า
#FrasersProperty #GC #SCG #ThaiBev #ThaiUnion #SXfoodFestival

TAG : 0 0 Google + 0 เขียนเมื่อ : อาทิตย์ 2 ตุลาคม 2565 20:48:59 เข้าชม : 1895792 ครั้ง

Load More Related Articles
Load More By admin
Load More In ข่าวเด่น ดิจิทัล
Comments are closed.

Check Also

สีจิ้นผิง กับ การหลอมรวมภูมิปัญญาจีน ในโลกสมัยใหม่

ในช่วง ที่ นายสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาช … …