สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผย ผลสำรวจ เรื่อง “เสียงประชาชนต่อไทยช่วยไทย พลัส และโจทย์ค่าครองชีพในระยะ ต่อไป” โดย มุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐาน วิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำ เพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 30 ที่ ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่าง วันที่ 10-13 ก.ค. 2569 จาก ประชาชนที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมี บทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
1. อุปสรรคสำคัญที่สุดของการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส คือ อะไร ? (สำรวจโดย •19.7% ระบุว่า ไม่มีอุปสรรคสำคัญ เป็นคำตอบที่มีสัดส่วนสูงที่สุด ใกล้เคียงกับ 19.1% ที่เห็นว่า การต้องใช้แอปพลิเคชัน ทำให้บางกลุ่มเข้าถึงได้ยาก • รองลงมา 14.6% เห็นว่าเงื่อนไขการใชส้ ิทธยิ ังจำกัดเกินไป, 14.2% ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการยัง ไม่ครอบคลุมหรือไม่สะดวกต่อการใช้จ่าย, 12.3% ขั้นตอนลงทะเบียน หรือยืนยันตัวตนยุ่งยาก, 9.7% กังวลเรื่องการเก็บภาษีย้อนหลังของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ, 5.5% พบความยุ่งยากในขั้นตอนชำระ เงิน, 3.3% กังวลเรื่องความโปร่งใสหรือการใช้สิทธิไม่ถูกต้อง และ 1.6% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น •รายภูมิภาค: ภาคใต้ (39.0%) ภาคเหนือ (29.7%) และ ภาคตะวันออก (28.8%) ระบุว่า “ไม่มี อุปสรรคสำคัญ” มากที่สุด โดย กรุงเทพมหานคร (30.0%) และภาคกลาง (27.2%) ระบุ “ขั้นตอน ลงทะเบียน หรือยืนยันตัวตนยุ่งยาก” เป็นอุปสรรคมากที่สุด ขณะที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอุปสรรค อันดับหนึ่งร่วมกัน คือ ต้องใช้แอปพลิเคชันทำให้บางกลุ่มเข้าถึงได้ยาก (21.6%) และร้านค้าที่เข้าร่วม โครงการยังไม่ครอบคลุม หรือไม่สะดวกต่อการใช้จ่าย (21.6%)
➡ ประชาชน มีประสบการณ์ต่อ “ไทยช่วยไทย พลัส” แตกต่างกันอย่างชัดเจนทั้งภาพรวม และรายภูมิภาค อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึง และการใช้งาน ได้แก่ การใช้แอปพลิเคชนั ความครอบคลุมของร้านค้า การลงทะเบียน และขั้นตอนชำระเงิน มีสัดส่วนรวมกันกว่าครึ่ง (51.4%) สะท้อนว่า ความสะดวกตลอดกระบวนการใช้สิทธิยังเป็นโจทย์สำคัญ เพื่อลดอุปสรรคตั้งแต่การสมัคร จนถึงการใช้จ่ายจริง
2. กว่าครึ่งอยากให้ “เพิ่มวงเงิน” หากเดินหน้าโครงการต่อโจทย์ต่อไป คือ ความเพียงพอ และความครอบคลุม 56.1% ระบุ หากจะดำเนินโครงการในลักษณะของไทยช่วยไทยพลัส ต่อไป ควรเพิ่มวงเงิน ช่วยเหลือต่อเดือน สูงสุด •รองลงมา 12.9% ต้องการให้ขยายจำนวนประชาชน ที่ได้รับสิทธิ, 7.3% ต้องการปรับระบบ ลงทะเบียนและการใช้งานให้ง่ายขึ้น, 5.3% ต้องการเพิ่มประเภทของร้านค้า และบริการที่เข้าร่วม
KPI Poll#30 | 2
โครงการ, 5.1% ต้องการให้สิทธิเฉพาะผู้มีรายได้น้อย หรือผู้เดือดร้อนจริง, 4.9% อื่น ๆ โดยมี เพียง 1.6% ที่เห็นว่า ไม่ควรดำเนินโครงการลักษณะนี้ต่อ และ 6.8% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น
➡ สะท้อน ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างของโครงการ แต่ต้องการเพิ่มระดับ ความช่วยเหลือให้มีผลต่อรายจ่ายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเพิ่มวงเงินและขยายสิทธิย่อมเกี่ยวข้องกับ ภาระงบประมาณ จึงควรพิจารณาควบคู่กับการกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสม การทำให้ระบบใช้ งานง่าย การเพิ่มร้านค้า และบริการ ตลอดจนการมีช่องทางร้องเรียน และมาตรการตรวจสอบที่น่าเชอื่ ถือ
3. “ไทยช่วยไทย พลัส” ขึ้นแท่นโครงการที่คนชอบที่สุด แต่ “ค่าครองชีพ” ยังเป็นโจทย์ใหญ่ใน ระยะต่อไป •71.6% ระบุ “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นโครงการที่ชื่นชอบที่สุดในช่วง 3 เดือนแรกของรัฐบาล รองลงมา 12.4% ชื่นชอบมาตรการลดค่าพลังงาน ลดค่าไฟฟ้า และควบคุมราคาน้ำมัน, 4.8% การ ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร, 4.3% การแก้ไขปัญหาชายแดนกับกัมพูชา และ 6.9% โครงการ/มาตรการอื่น ๆ สำหรับสิ่งที่ต้องการให้เร่งทำมากที่สุดในสามเดือนข้างหน้า 58.6% ระบุ ต้องการให้รัฐบาลเร่ง แก้ไขปัญหาค่าครองชีพมากที่สุด รองลงมา 16.5% ต้องการให้จัดการปัญหาทุจริตและคอร์รัปชันอย่าง จริงจัง, 8.2% ต้องการให้ปราบปรามยาเสพติดและปัญหาอาชญากรรม, 6.0% ต้องการให้แก้ไขปัญหา ชายแดนอย่างยั่งยืน, 4.3% ต้องการโครงการขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน และ
6.4% เรื่องอื่น ๆ
➡ โครงการที่เกี่ยวข้องกับรายได้และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ได้รับความสนใจจากประชาชนมากกว่างานด้านอื่น อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม แม้ไทยช่วยไทย พลัสจะเป็นโครงการที่คนชื่นชอบมากที่สุด แต่ ประชาชนยังมองว่า ปัญหาค่าครองชีพต้องได้รับการแก้ไขเพิ่มอีก อาจสะท้อนว่า โครงการช่วยบรรเทา ภาระได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ทำให้ความกังวลด้านค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันลดลงทั้งหมด ขณะเดียวกัน การจัดการทุจริตและปัญหายาเสพติดยังเป็นความคาดหวังสำคัญรองจากประเด็น เศรษฐกิจปากท้อง
บทสรุป จาก KPI Poll ครั้งที่ 30
ผลสำรวจสะท้อน ว่า “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นโครงการที่ประชาชนชื่นชอบ อย่างเด่นชัด เพราะ ตอบโจทย์ความต้องการด้านเศรษฐกิจปากท้อง อย่างไรก็ตาม ประชาชนแต่ละกลุ่ม และแต่ละพื้นที่ยังเผชิญอุปสรรคแตกต่างกัน ขณะเดียวกัน ยังคงต้องการให้เพิ่มระดับความช่วยเหลือ และเร่งแก้ไขปัญหา ค่าครองชีพในภาพรวม ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันด้านรายจ่ายในชีวิตประจำวัน ดังนั้น โจทย์ต่อไปจึงไม่ใช่ เพียงการดำเนินโครงการต่อหรือไม่ แต่รวมถึงการพิจารณาความเพียงพอของวงเงิน ความครอบคลุม ของผู้ได้รับสิทธิ และการลดอุปสรรคที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือเข้าถึง ประชาชนได้ง่ายและเกิดประโยชน์มากขึ้น โดยควรดำเนินการควบคู่กับมาตรการแก้ไขค่าครองชีพในภาพรวม ไม่ให้การบรรเทาภาระของประชาชนพึ่งพาโครงการร่วมจ่ายเพียงมาตรการเดียว
TAG : 0 0 Google +0 เขียนเมื่อ : ศุกร์ 24 กรกฎาคม 2569 08:26:59 เข้าชม : 1687953 ครั้ง













