ปักกิ่ง, 28 ก.ย. (ซินหัว) — การประชุมเชิงปฏิบัติการความร่วมมือด้านการวางแผนพื้นที่ทางทะเลสำหรับประเทศหุ้นส่วนเส้นทางสายไหมทางทะเล ครั้งที่ 4 (The 4th Marine Spatial Planning Cooperation Workshop for Maritime Silk Road Partner Countries) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่งของจีน เมื่อวันอังคาร (22 ก.ย.) ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จลุล่วงและบรรลุผลสำคัญหลายประการ
ผลสำเร็จที่บรรลุ เช่น โครงการร่วมจัดทำผังพื้นที่ทางทะเลบริเวณอ่าวบาลิกปาปัน (Balikpapan Bay) ตลอดจนสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้อง อาทิ ระบบการฝึกอบรมพันธมิตรด้านการจัดทำผังพื้นที่ทางทะเล การวางแนวทางการสมัครโครงการวิจัยร่วมระหว่างประเทศ ของห้องปฏิบัติการหลักด้านเทคโนโลยีการจัดทำผังพื้นที่ทางทะเล และดัชนีศักยภาพการพัฒนาชายฝั่งอย่างยั่งยืน ประจำปี 2026 สำหรับประเทศตามแนวเส้นทางสายไหมทางทะเล
วีดาร์ เฮลเกเซน (Vidar Helgesen) เลขาธิการ บริหารคณะกรรมาธิการสมุทรศาสตร์ระหว่างรัฐบาลแห่งยูเนสโก ระบุว่า การจัดทำผังพื้นที่ทางทะเลมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากความเป็นผู้นำและการสนับสนุนของสถาบันต่าง ๆ เช่น มูลนิธิ เพื่อการพัฒนามหาสมุทรแห่งประเทศจีน (CODF)
นีโอ กิม ฮวย (Neo Gim Huay) จากสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อท่าเรือ โครงสร้างพื้นฐาน และชุมชนบริเวณชายฝั่ง ขณะที่การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งผลกระทบต่อภาคการประมง การท่องเที่ยว และปราการปกป้องชายฝั่งตามธรรมชาติ
นอกจากนี้ ความต้องการที่เพิ่มขึ้นด้านอาหาร พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และการค้า ยังส่งผลให้เกิดการแข่งขันในการใช้พื้นที่ทางทะเล และชายฝั่งที่รุนแรงยิ่งขึ้น โดยเธอมองว่าประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศ ธรรมชาติ และการพัฒนาทางเศรษฐกิจ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างสอดประสานกัน
สำหรับประเทศหมู่เกาะ เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นความอยู่รอด โดยซาเมียร์ โมฮาเมด (Zameer Mohamed) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการประมง เกษตรกรรม และทรัพยากรมหาสมุทรแห่งมัลดีฟส์ ระบุว่ามหาสมุทรคือรากฐานของเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร การดำรงชีพ และการพัฒนาประเทศ
พานซินชุน รองประธานและเลขาธิการมูลนิธิเพื่อการพัฒนามหาสมุทรแห่งประเทศจีน ระบุว่า การวางแผนพื้นที่ทางทะเลมีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาและการปกป้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่สหประชาชาติเรียกว่าความยั่งยืน พร้อมเสริมว่า จีนได้ร่วมแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี ตลอดจนบทเรียนจากการลองผิดลองถูกในอดีต เนื่องจากกระบวนการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลที่ได้รับความเสียหายจำเป็นต้องใช้วงเงินลงทุนจำนวนมหาศาล ประเทศกำลังพัฒนา และประเทศพัฒนาน้อยที่สุด จึงควรมุ่งหลีกเลี่ยงการทำลายระบบนิเวศเป็นอันดับแรก
บรรดาผู้แทนเห็นพ้องตรงกันว่า ความร่วมมือมิใช่เพียงการส่งมอบเอกสารการวางแผน แต่เป็นการช่วยเหลือให้ประเทศพันธมิตรสามารถสร้างศักยภาพด้านเทคโนโลยี บุคลากร และกลไกเชิงสถาบันที่สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ โดยยกระดับจาก “การเรียนรู้จากประสบการณ์” ไปสู่ “การนำไปประยุกต์ใช้ได้ด้วยตนเอง”
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมระบุว่า จีนได้แสวงหาแนวทางการสร้างความแข็งแกร่งทางทะเลที่มีอัตลักษณ์เฉพาะของตนเอง และการวางแผนพื้นที่ทางทะเลกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาคุณภาพสูงของเศรษฐกิจสีน้ำเงินอย่างต่อเนื่อง
ในการประชุมดังกล่าว มีผู้บริหารหน่วยงานด้านทางทะเล ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการจากต่างประเทศ ราว 30 ประเทศ อาทิ มัลดีฟส์ แอนติกาและบาร์บูดา กัมพูชา บังกลาเทศ และอินโดนีเซีย เข้าร่วมงาน ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันวิจัย สถาบันคลังสมอง และรัฐวิสาหกิจของจีน โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมในสถานที่จริงมากกว่า 300 คน และเข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์มากกว่า 2,000 คน
(เรียบเรียงโดย Hu Pingchao, Xinhua Silk Road, https://www.xinhuathai.com/silkroad/599941_20260928 , https://en.imsilkroad.com/p/352358.html)
ภาพประกอบข่าว
(แฟ้มภาพ ซินหัว : การประชุมเชิงปฏิบัติการความร่วมมือด้านการวางแผน พื้นที่ทางทะเลของประเทศหุ้นส่วนเส้นทางสายไหมทางทะเล ครั้งที่ 4 ในกรุงปักกิ่งของจีน วันที่ 22 ก.ย. 2026)
TAG : 0 0 Google +0 เขียนเมื่อ จันทร์ 28 กันยายน 2569 13:30:59 เข้าชม 15679223 ครั้ง










