Home ข่าวเด่น ดิจิทัล อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส แนะสถานศึกษาเตรียมพร้อมรับเปิดเทอม ด้วยแนวทางส่งเสริมสุขภาพ และความปลอดภัย รอบด้าน

อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส แนะสถานศึกษาเตรียมพร้อมรับเปิดเทอม ด้วยแนวทางส่งเสริมสุขภาพ และความปลอดภัย รอบด้าน

8 second read
0
0
146

กรุงเทพฯ – ในขณะที่สถานศึกษาต่างเร่งเตรียมความพร้อม เพื่อต้อนรับนักเรียน และนักศึกษา กลับเข้าสู่รั้วโรงเรียน และมหาวิทยาลัย ในภาคเรียนใหม่ ที่กำลังจะมาถึง อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (International SOS) บริษัทชั้นนำระดับโลก ด้านสุขภาพ และความปลอดภัย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้มาตรการที่เข้มงวด เพื่อส่งเสริมสุขภาพ และความปลอดภัยในรั้วสถานศึกษา

ในช่วงไม่กี่ปี ที่ผ่านมา วงการการศึกษา ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน ตั้งแต่ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ไปจนถึงปัญหาด้านความปลอดภัยที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมี การประเมิน ว่า ในแต่ละปี เด็กและเยาวชน มากกว่า 246 ล้านคน ทั่วโลก ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในสถานศึกษา ขณะเดียวกัน มีรายงานเหตุโจมตีโรงเรียน มหาวิทยาลัย นักเรียน นักศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา มากถึง 6,000 ครั้ง ในช่วงปี 2565-2566 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 20% เมื่อเทียบกับช่วงสองปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ข้อมูลจากระบบให้ความช่วยเหลือของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ยังเผยให้เห็น ว่า มีการขอข้อมูล และการสนับสนุนภายในวงการการศึกษา เพิ่มขึ้นถึง 9% ในปี 2566 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ พบว่า มีการขอข้อมูลคำเพิ่มขึ้น 6% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นต่อเนื่อง ที่แวดวงการศึกษา ต้องดำเนินกลยุทธ์การเฝ้าระวัง และปรับตัว

นพ. โรดริโก โรดริเกซ-เฟอร์นันเดซ (Dr. Rodrigo Rodriguez-Fernandez) ที่ปรึกษา ด้านสุขภาพระดับโลก แผนกสุขภาวะ และสุขภาพจิตของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส แสดงความเห็น ว่า “เนื่องจากสถานการณ์ด้านสาธารณสุขโลก ในปัจจุบันมีความซับซ้อนนานัปการ สถานศึกษาจึงจำเป็นต้องประยุกต์ใช้แนวทางที่หลากหลาย และครอบคลุม เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และความปลอดภัยในรั้วสถานศึกษา ไม่ใช่เพียงแค่รับมือกับความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นใหม่ เท่านั้น แต่ยังต้องวางกลยุทธ์เชิงรุกในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตของนักเรียน นักศึกษา และบุคลากรอีกด้วย การทำความเข้าใจ และการเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงด้านสุขภาพ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จะช่วยให้สถานศึกษาสามารถพัฒนาระบบส่งเสริมสุขภาพ และความปลอดภัยที่มีความเข้มแข็ง ยืดหยุ่น และปรับตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ภายในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นพ.โรดริโก กล่าว เสริมว่า “เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว สถานศึกษาจำเป็นต้องลงทุนในโครงการให้ความรู้ด้านสุขภาพ อย่างรอบด้าน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความรู้และทักษะที่จำเป็นแก่นักเรียน นักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากร เพื่อให้สามารถตัดสินใจด้านสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการดังกล่าว ควรครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสุขภาพเป็นประจำ การให้บริการสนับสนุนด้านสุขภาพจิต ไปจนถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมการสร้างสุขภาวะ ผ่านกิจกรรมการออกกำลังกาย และการสร้างเสริมพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ”

นอกจากการส่งเสริมสุขภาพ และความปลอดภัยภายในสถานศึกษา แล้ว วงการการศึกษายังควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมภายนอกสถานศึกษาด้วยเช่นกัน ไม่ว่า จะเป็นการทัศนศึกษา หรือโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ โดยเร็ว ๆ นี้จะมีการประกาศใช้มาตรฐาน ISO 31031 เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารความเสี่ยง อย่างครอบคลุม ทั้งการเดินทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงความเปราะบางของผู้เยาว์เป็นหลัก มาตรฐาน ISO 31031 จะช่วยกำหนดแนวทางในการจัดทำแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน รวมถึงมาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับนักเรียน และนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมนอกสถานที่ การนำมาตรฐานดังกล่าว มาใช้จะช่วยให้สถานศึกษาสามารถยกระดับความปลอดภัยของนักเรียน และนักศึกษาได้อย่างรอบด้าน พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มั่นคงและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

เฮนนิง สไนแมน (Henning Snyman) ผู้อำนวยการ ฝ่ายความปลอดภัยของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส แสดงความเห็นว่า “สถานศึกษาควรดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยภายในสถานศึกษา ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสการเคลื่อนไหวและการชุมนุมในสถานศึกษาทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สถานศึกษาต้องเตรียมพร้อมรองรับทั้งกิจกรรมในสถานที่ และกิจกรรมนอกสถานที่ในภาคเรียนใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ ดังนั้น การติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด และการปรับตัวให้เท่าทันความเสี่ยงรูปแบบใหม่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ขณะเดียวกัน สถานศึกษาต้องให้ความสำคัญกับการปรับปรุงแนวทางปฏิบัติ ด้านความปลอดภัย และการจัดฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย นอกจากนี้ การประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ควบคู่กับการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ จากภายนอกอย่างรัดกุม ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการคุ้มครองความปลอดภัยของนักเรียน และนักศึกษาในทุกมิติ สถานศึกษาจำเป็นต้องดำเนินกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยอย่างครอบคลุม เพื่อปกป้องนักเรียน และนักศึกษาในทุกบริบท ตั้งแต่การใช้ชีวิตภายในรั้วสถานศึกษา ไปจนถึงการเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ โดยกลยุทธ์ดังกล่าวควรครอบคลุมถึงมาตรการความปลอดภัยทางกายภาพที่เข้มแข็ง และความสามารถในการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งการเตรียมพร้อม ด้วยการจัดฝึกอบรมให้แก่นักเรียน นักศึกษา และบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถระบุ และรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม แนวทางเชิงรุกด้านความปลอดภัยเช่นนี้ ถือเป็นรากฐานสำคัญในการรักษาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ที่มั่นคง ปลอดภัย และมีความยืดหยุ่นพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์”

ในขณะที่สถานศึกษากำลังเตรียมความพร้อม สำหรับภาคเรียนใหม่ อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ขอเสนอคำแนะนำด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่ควรพิจารณา ดังนี้

1. มาตรการความปลอดภัยและการประเมินความเสี่ยงที่ครอบคลุม : ดำเนินการประเมินความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอและละเอียดถี่ถ้วน เพื่อระบุอันตรายและช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นภายในสถานศึกษา สร้างความมั่นใจ ว่า ทุกพื้นที่ในสถานศึกษามีความปลอดภัยสำหรับนักเรียน นักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรทุกคน
2. แนวทางการดูแลสุขภาพ และสร้างเสริมสุขอนามัย : ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานสาธารณสุขและผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ เพื่อนำแนวทางการดูแลสุขภาพอย่างครอบคลุมมาปรับใช้ภายในสถานศึกษา พร้อมกับสร้างเสริมสุขอนามัย ผ่านการให้ความรู้เรื่องการล้างมือ อย่างถูกวิธี มารยาทในการไอและจาม และการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพส่วนบุคคล
3. การฝึกอบรมเพื่อเตรียมความพร้อม และรับมือเหตุฉุกเฉิน : จัดให้มีการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องสำหรับนักเรียน นักศึกษา และบุคลากร เพื่อให้เข้าใจขั้นตอนการรับมือเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ เช่น การฝึกซ้อมดับเพลิง การดำเนินมาตรการล็อกดาวน์ และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความพร้อมให้กับทุกฝ่ายในการรับมือกับทุกสถานการณ์ นอกจากนี้ ควรจัดทำแผนรับมือเหตุฉุกเฉินที่มีความชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตด้านสาธารณสุข หรือเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ
4. การสนับสนุนด้านสุขภาพจิต : จัดให้มีบริการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตที่เหมาะสม ทั้งการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ การจัดหาเครื่องมือและข้อมูลที่จำเป็นต่อการรับมือกับความท้าทาย ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเปิดเทอม และควรมีการสื่อสารกับนักเรียน นักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อแจ้งให้ทราบว่า มีบริการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตที่สามารถเข้ารับบริการได้
5. การพัฒนาแผนความปลอดภัยที่ครอบคลุม : สถานศึกษาควรจัดทำแผนความปลอดภัยอย่างละเอียด โดยระบุแนวทางการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างครอบคลุม เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข และภัยคุกคามด้านความมั่นคง โดยแผนความปลอดภัยดังกล่าวควรได้รับการปรับปรุงอยู่เสมอ และต้องมีการสื่อสารกับนักเรียน นักศึกษา และบุคลากรทุกคนให้รับทราบอย่างทั่วถึงและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้
6. การส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และปราศจากการแบ่งแยก : ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้ง และความรุนแรงภายในสถานศึกษา อย่างจริงจัง ผ่านโครงการให้ความรู้ และการกำหนดนโยบายต่อต้านการกลั่นแกล้ง ที่เข้มงวด เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาที่ปลอดภัยมากขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมการไม่แบ่งแยก และการเคารพซึ่งกันและกัน ในหมู่นักเรียน นักศึกษา และบุคลากร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนวัฒนธรรม เชิงบวก ภายในสถานศึกษา

TAG : 0 0 Google +0 เขียนเมื่อ : พฤหัสบดี  31 กรกฎาคม 2568 17:00:00 เข้าชม : 1578933 ครั้ง

Load More Related Articles
Load More By admin
Load More In ข่าวเด่น ดิจิทัล
Comments are closed.

Check Also

โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต รับมอบเงิน เพื่อสมทบทุน สร้าง ศูนย์มะเร็งแห่งแรกของจังหวัดภูเก็ต “ศูนย์รังสีรักษาครบวงจร โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต”

29 สิงหาคม 2568 ร้านขายหมู โก้ข้อย-โก้ต่อ ตลาดเกษตร บริ … …