Home ข่าวเด่น ดิจิทัล “ดิสนีย์แลนด์ ไทย” โซเชียล เสียงแตก ! อยากให้เกิด แต่มีเงื่อนไขต้องเคลียร์

“ดิสนีย์แลนด์ ไทย” โซเชียล เสียงแตก ! อยากให้เกิด แต่มีเงื่อนไขต้องเคลียร์

42 second read
0
0
77

กระแสข่าวการดึงโครงการระดับโลกอย่าง “ดิสนีย์แลนด์” เข้ามาลงทุนในไทย ได้รับความสนใจอีกครั้ง บนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะหลังมีการพูดถึงแนวคิดที่จะดึงดูดเมกะโปรเจกต์ระดับโลกนี้ ให้เข้ามาลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) หรือ สวนสนุกธีมพาร์กระดับโลก เป็นสัญลักษณ์ของความบันเทิง และความทรงจำในวัยเด็กของผู้คนทั่วโลก ทุกครั้ง ที่มีกระแสข่าวการขยายสาขามายังประเทศไทย แฟนคลับชาวไทยมักติดตาม อย่างใกล้ชิด

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล จากสื่อสังคมออนไลน์ ผ่านเครื่องมือ dxt:360 (Social Listening) ระหว่าง วันที่ 22 ธันวาคม 2568 – 20 มกราคม 2569 เพื่อถอดรหัสความคิดเห็นของสังคมต่อแนวคิด “Disneyland ประเทศไทย” ทั้งในมิติของความคาดหวัง โอกาส และความกังวลที่ถูกพูดถึงในสังคมออนไลน์
TOP 4 ประเด็น ฮิต ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนโซเชียล จากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่าประเด็นที่ถูกกล่าวถึง (Mention) มากที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องความสนุกหรือความตื่นเต้นกับการมาถึงของ ดิสนีย์แลนด์ ประเทศไทย เพียงอย่างเดียว แต่เป็น “ความเป็นไปได้” และ “อุปสรรค” ของโครงการ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเด็น หลัก ดังนี้

1. ความเชื่อมั่นด้านนโยบาย และโครงสร้างพื้นฐาน (39.4%):

ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด คือ ความกังวลเรื่องความต่อเนื่องของนโยบายรัฐ และความชัดเจนทางการเมือง โดยชาวโซเชียลบางส่วนตั้งข้อสังเกต ว่า โครงการอาจถูกมองเป็นเพียงการขายฝันในช่วงใกล้การเลือกตั้ง พร้อมยกตัวอย่างเมกะโปรเจกต์อื่น ๆ ที่ยังล่าช้า เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รวมถึงความกังวลด้านความโปร่งใสและการทุจริตที่อาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
2.สภาพอากาศ (28.6%):

สภาพอากาศร้อนของประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งข้อกังวลสำคัญ โดยเสียงส่วนหนึ่งมีคำถามว่า นักท่องเที่ยว จะสามารถต่อคิวเครื่องเล่นท่ามกลางแดดร้อนไหวหรือไม่ ส่งผลให้เกิดข้อเสนอเกี่ยวกับการออกแบบสวนสนุกในรูปแบบระบบปิด (Indoor) หรือโดมติดแอร์ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศเมืองไทย

3.ค่าครองชีพ vs ราคาบัตรเข้าชม (23.8%):
ประเด็นด้านเศรษฐกิจ และกำลังซื้อในประเทศ เป็นที่กล่าวถึงอย่างเข้มข้นไม่แพ้กัน เมื่อมีการประเมินจากบทสนทนาในสังคมออนไลน์ ว่า ราคาบัตรเข้าชมอาจอยู่ในช่วง 2,000-3,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ชาวโซเชียลหยิบยกขึ้นมาพูดถึง และตั้งคำถามถึงความเหมาะสม เมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำและรายได้เฉลี่ยของคนไทย ทำให้เกิดข้อสังเกต ว่า กำลังซื้อภายในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือออกแบบโครงสร้างราคาที่เหมาะสมได้

4.เอกลักษณ์ความเป็นไทย (8.2%):

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือ การเสนอให้นำ “เอกลักษณ์ความเป็นไทย” มาใช้เป็นจุดขาย โดยมีการพูดถึงไอเดียการนำธีมจากภาพยนตร์ “Raya and the Last Dragon” มาเป็นตัวชูโรงในฐานะเจ้าหญิงดิสนีย์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการเสนอไอเดียให้มิกกี้เมาส์นุ่งโจงกระเบน มินนี่เมาส์ห่มสไบ หรือการเนรมิตโซนตลาดน้ำดิสนีย์ (Floating Market) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแฟนคลับชาวไทยต้องการเห็น “Disney in Thai Style” ที่ผสมผสานวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างลงตัว

เสียงแตก? ส่วนใหญ่เชียร์ แต่มีเงื่อนไขที่ต้องเคลียร์ !

เมื่อพิจารณาภาพรวมของการสนทนาบนโซเชียล พบว่า แม้จะมีข้อกังวลหลากหลาย แต่เสียงส่วนใหญ่ยังคงสนับสนุนให้โครงการนี้เกิดขึ้นได้จริง โดยมองว่าอุปสรรคต่าง ๆ เป็นโจทย์ที่ต้องแก้ มากกว่า จะเป็นเหตุผลให้ล้มเลิกโครงการ

ฝั่งที่เห็นด้วย (75.7% ของการกล่าวถึงบนสังคมออนไลน์) :

กลุ่มนี้ มองว่า Disneyland จะช่วยดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ สร้างงาน และยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย พร้อมเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ฝั่งที่ไม่เห็นด้วย (24.3% ของการกล่าวถึงบนสังคมออนไลน์) :

กลุ่มนี้ให้เหตุผลหลักเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และมองว่าควรพัฒนาสวนสนุกหรือแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิม รวมถึงเสนอให้สร้างแลนด์มาร์กที่สะท้อนวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริงมากกว่า เสียงสะท้อนครั้งนี้ไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่สะท้อนความต้องการของผู้คนในสังคมออนไลน์ส่วนหนึ่งที่อยากเห็นโครงการเกิดขึ้นจริง ภายใต้เงื่อนไขสำคัญทั้งด้านการจัดการสภาพอากาศ ระบบการเดินทาง และโครงสร้างราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาโครงการในอนาคต
ปักหมุด EEC แต่ทำเลอื่นก็ถูกพูดถึง

แม้ตามแผนแม่บทของภาครัฐจะมุ่งเป้าไปที่พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC (Eastern Economic Corridor) แต่เสียงจากโซเชียลสะท้อนว่ามีการพูดถึงทำเลศักยภาพกระจายไปยัง 6 โซนทั่วประเทศ โดยเรียงตามสัดส่วนการกล่าวถึง (Mention) ได้แก่

1.ภาคตะวันออก (31.5%) : EEC ครอบคลุม 3 จังหวัด ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา โดดเด่นในเรื่องความพร้อมหลายด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม และความใกล้กรุงเทพฯ สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวที่พักในเมืองหลวง สามารถจัดโปรแกรมเที่ยวแบบวันเดียวกลับ (One-day trip) ได้สะดวก
2.ภาคเหนือ (21.8%) : เชียงใหม่/เชียงราย เป็นตัวเลือกที่ชนะใจชาวโซเชียลด้านสภาพอากาศ โดยเฉพาะหาก Disneyland ไปตั้งที่เชียงใหม่ หรือบนดอย รวมถึงบรรยากาศที่มี Vibe ใกล้เคียงกับ Disneyland ปารีส และ โตเกียว
3.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (19.2%) : เขาใหญ่/นครราชสีมา เป็นโลเคชันที่ถูกมองว่าเหมาะกับสวนสนุกกลางแจ้ง เพราะมีอากาศเย็นสบาย และปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ เพราะเขาใหญ่เป็นพื้นที่สูง ไม่มีความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วม
นอกจากนี้ จังหวัดขอนแก่น ก็ติดหนึ่งในทำเลที่ถูกใจชาวโซเชียล ด้วยแนวคิดว่า เป็นจังหวัดใหญ่มีสนามบินนานาชาติ มีมหาวิทยาลัย และเป็นศูนย์กลางคมนาคมที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจาก สปป.ลาว และจีน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันทีที่โครงการรถไฟความเร็วสูงดำเนินการแล้วเสร็จ
4.ภาคกลาง (14.5%) : กรุงเทพฯ และปริมณฑล ชู จุดเด่นเรื่องความสะดวกในการเดินทาง และความถี่ในการท่องเที่ยว โดยกลุ่มที่พูดถึงทำเลนี้มองข้ามเรื่องวิวทิวทัศน์ แต่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายเป็นปัจจัยสำคัญ
5. ภาคใต้ (8.4%) : ภูเก็ต/กระบี่ ถูกพูดถึงในมุมศักยภาพของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติระดับพรีเมียม (Luxury Market) ที่มีกำลังซื้อสูง
6. ภาคตะวันตก (4.6%) : ประจวบคีรีขันธ์/เพชรบุรี การกล่าวถึงของโซนนี้ สะท้อนแนวคิดการกระจายความเจริญ และการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ อย่างคุ้มค่า เช่น สามารถเดินทางด้วยมอเตอร์เวย์สายใต้ (M81) ที่ช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางมหาศาล และ สนามบินหัวหิน ซึ่งพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ได้ไม่แพ้ทำเลฝั่งตะวันออก กระแส “Disneyland ประเทศไทย” บนโลกออนไลน์ สะท้อนความคาดหวังของสังคม ที่ต้องการเห็นโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้น อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้เงื่อนไขด้านความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ การออกแบบที่เหมาะสมกับบริบทของไทย และการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน คำถามสำคัญ จึงไม่ใช่เพียง ว่า โครงการจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่คือ ไทยเราพร้อมแค่ไหนในการบริหารจัดการโปรเจกต์ ระดับโลก ให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคม ในระยะยาว

ข้อมูลทั้งหมด ที่นำมาวิเคราะห์หา Insight รวบรวมจาก dxt:360 (Social Listening and Media Monitoring Platform) ของบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2568 – 20 มกราคม 2569 จากแหล่งข้อมูล ได้แก่ Facebook, Instagram, X และ Pantip

เกี่ยวกับ dxt:360

dxt:360 เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสาร ได้ทั้งจากโซเชียลมีเดีย สื่อออนไลน์ สื่อบรอดคาสท์ และสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่า จะเป็นเสียงของผู้บริโภค (Consumer Voices) คอนเทนต์จาก Influencers และ KOLs ไปจนถึงข่าวจากสื่อมวลชน ที่รวบรวมเข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน มีการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบ Dashboard ที่สามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละราย (Customizable Dashboard) จึงทำให้เข้าใจและเห็น Insight ในประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยให้เห็นทิศทางการสื่อสารของแบรนด์ต่าง ๆ สามารถนำมาต่อยอด เพื่อพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารขององค์กร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

TAG : 0 0 Google +0 เขียนเมื่อ : เสาร์ 7 กุมภาพันธ์ 2569 20:36:59 เข้าชม : 1679822 ครั้ง

Load More Related Articles
Load More By admin
Load More In ข่าวเด่น ดิจิทัล
Comments are closed.

Check Also

อบจ.ภูเก็ต ร่วม เปิด โครงการ “Expert Caddie in Luxury Sport Business” ยกระดับบุคลากรกอล์ฟ สู่ Smart City ภูเก็ต

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.30 น.ณ โรงเรียนภู … …