ในโลกของความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่มักถูกขับเคลื่อนด้วยโครงการขนาดใหญ่ระดับภูมิภาค กรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (Lancang–Mekong Cooperation: LMC) กลับสะท้อนแนวคิดสำคัญอีกแบบหนึ่ง คือ “Small is Beautiful” หรือความร่วมมือขนาดไม่ใหญ่ แต่สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อชีวิตผู้คน อย่างแท้จริง
ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา ความร่วมมือ ระหว่าง 6 ประเทศ ลุ่มน้ำโขง ได้แก่ จีน ไทย ลาว กัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม ได้พัฒนาเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาค โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์ อย่างชัดเจน
กรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง มีจุดเริ่มต้นจากข้อเสนอของประเทศไทย ในปี 2555 และจัดตั้งอย่างเป็นทางการ ในปี 2559 โดยเน้นความร่วมมือ 3 เสาหลัก ได้แก่ ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน และความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม เป้าหมายสำคัญ คือ การสร้างความเชื่อมโยงของภูมิภาคลุ่มน้ำโขงให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาสร่วมกัน
หนึ่งในผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัด คือ การขยายตัวของความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศสมาชิก โดยเฉพาะ การค้าระหว่างจีนกับประเทศลุ่มน้ำโขงที่เพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง ในช่วงทศวรรษ ที่ผ่านมา จนมีมูลค่ารวม กว่า 437,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 14 ล้านล้านบาท)
สำหรับประเทศไทย ความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจของกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ยังช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในการรับมือภัยแล้งและน้ำท่วมผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกวิทยาระหว่างประเทศสมาชิก รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการจัดการน้ำในระดับลุ่มน้ำย่อยและระดับชุมชน ความร่วมมือดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยที่พึ่งพาระบบนิเวศของแม่น้ำโขงโดยตรง
อีกหนึ่งจุดเด่นของความร่วมมือในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา คือ การดำเนิน “โครงการขนาดเล็กแต่ผลกระทบสูง” ผ่านกองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง (LMC Special Fund) ซึ่งสนับสนุนโครงการพัฒนาชุมชนในหลายมิติ ทั้งด้านน้ำสะอาด เกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม การศึกษา และการพัฒนาทักษะอาชีพ โดยมีโครงการจากประเทศไทยได้รับการสนับสนุนแล้วหลายสิบโครงการ และมีสถาบันการศึกษาไทยเข้าร่วมดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนามากกว่า 40 โครงการ สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางความร่วมมือทางวิชาการของภูมิภาค
ในระดับพื้นที่ ความร่วมมือดังกล่าว ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของประชาชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างสำคัญคือ โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในภาคการเกษตร ซึ่งทดลองใช้ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการน้ำได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
นอกจากนี้ ยังมีโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเห็ดเศรษฐกิจและการผลิตมันสำปะหลังอย่างยั่งยืน ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทยในระดับชุมชน รวมถึงโครงการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในจังหวัดบึงกาฬ ที่ส่งเสริมการปลูกต้นไม้จำนวนมากควบคู่กับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเศรษฐกิจฐานราก
อีกด้านหนึ่ง ความร่วมมือด้านการพัฒนาทักษะทรัพยากรมนุษย์ก็มีบทบาทสำคัญในการยกระดับศักยภาพแรงงานไทย ผ่านโครงการฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศลุ่มน้ำโขง ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยในการเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับภูมิภาค
ในมิติความมั่นคง ความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ยังช่วยเสริมสร้างความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน เช่น การหลอกลวงออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของภูมิภาค ในช่วงหลายปี ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน การแลกเปลี่ยนระหว่างเยาวชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนในประเทศสมาชิกยังช่วยเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างประชาชน และเพิ่มความใกล้ชิดทางสังคมและวัฒนธรรมในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา กรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง จึงเป็นกลไกที่เชื่อมโยงการพัฒนาไปถึงระดับชุมชน ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ความร่วมมือขนาดไม่ใหญ่ หากออกแบบอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย ในหลายมิติ
บทความ : ประวีณมัย บ่ายคล้อย / ภาพ : CGTN
TAG : 0 0 Google +0 เขียนเมื่อ : พฤหัสบดี 26 มีนาคม 2569 16:38:59 เข้าชม : 1896325 ครั้ง



















