Home ข่าว 3 จังหวัดฝั่งอันดามัน คณะผู้จัดการประชุมสหประชาชาติผ่านอินเตอร์เน็ต เรื่อง ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ตอบรับจดหมายเปิดผนึก 7 ข้อ ของเครือข่ายเครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และ องค์กรสิทธิมนุษยชน 53  องค์กร 23 บุคคล

คณะผู้จัดการประชุมสหประชาชาติผ่านอินเตอร์เน็ต เรื่อง ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ตอบรับจดหมายเปิดผนึก 7 ข้อ ของเครือข่ายเครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และ องค์กรสิทธิมนุษยชน 53  องค์กร 23 บุคคล

12 second read
0
0
278

คณะผู้จัดการประชุมสหประชาชาติผ่านอินเตอร์เน็ต เรื่อง ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ตอบรับจดหมายเปิดผนึก 7 ข้อ ของเครือข่ายเครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และ องค์กรสิทธิมนุษยชน 53  องค์กร 23 บุคคล พร้อมรับปากเตรียมผลักดันวาระยุติการคุกคามนักปกป้องสิทธิฯ โดยเฉพาะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ  เป็นวาระหลักในการพูดคุยหลังจบประชุม ขณะที่เวทีพูดคุย แผนปฏิบัติการระดับชาติ ว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนองค์กรภาคประชาสังคมระบุ แผนของรัฐเป็นแค่หลักทางนโยบายเท่านั้น ไม่ได้มีข้อกฎหมายรองรับ ทำให้ไม่มีผลบังคับจริง การเข้าร่วมของหลายบริษัท จึงเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้องค์กร แต่ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน พร้อมเรียกร้องให้คณะทำงานฯ ร้องขอต่อรัฐบาลไทยให้เปิดเผยรายละเอียดการดำเนินงานต่อการปฏิบัติตามหลักการด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน สำหรับทุกภาคส่วน เริ่มจากการยุติการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรม รัฐบาลไทย ต้องถูกเรียกร้องให้เปิดเผยเป้าหมายที่ชี้วัดได้ และ มีกรอบเวลาที่ชัดเจน

 ภายหลังจากที่เครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน โพรเทคชั่นอินเตอร์เนชันเเนล (พีไอ) และ ภาคีเครือข่ายอีก 53 หลากหลาย องค์กร อาทิ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงคณะผู้จัดการประชุมสหประชาชาติผ่านอินเตอร์เน็ต เรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน : ปัญหาท้าทายใหม่ แนวทางการดำเนินงานใหม่ เอเชีย และ แปซิฟิก ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 9-12 มิถุนายนนี้  เพื่อเรียกร้องให้ผู้จัดการประชุม และคณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่า ด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (The UN Working Group on Business and  Human Rights – UNWG) มีการอภิปรายในประเด็นการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิโดยเฉพาะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ระดับชุมชนและคนที่สนับสนุนการปกป้องสิทธิฯของนักปกป้องสิทธิฯ ที่ถูกคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเกิดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และ ให้เป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอจากเวทีนี้ ล่าสุดคณะผู้จัดงานฯได้ตอบกลับจดหมายดังกล่าวโดยระบุว่า  เห็นด้วยกับข้อเสนอของทางเครือข่ายและคณะผู้จัดงานได้เตรียมการพูดคุยประเด็นการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิที่ถูกคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเกิดในประเทศไทยในเกือบทุก ๆ เวทีแล้วด้วย และ หลังจากนี้จะมีการนัดหารือกับเครือข่ายถึงประเด็นนี้ อีกครั้ง

ทั้งนี้ ภายในการประชุมได้มีการจัดพูดคุยในหัวข้อ “แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” โดยมี น.ส. ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ได้เป็นวิทยากรร่วมกับ น.ส. นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมด้วย

น.ส. นรีลักษณ์ ได้นำเสนอในที่ประชุมว่า ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่รับแผนปฏิบัติการธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนมาปฏิบัติ และหากเทียบกับในโลกถือว่าเป็นประเทศที่ 23 ที่รับหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNGP) ออกมาผลิตเป็นแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP)   ซึ่งขั้นต่อไป ในการนำแผนปฏิบัติการแห่งชาติฯ มาปฏิบัติ ทางกระทรวงฯจะจัดให้มีการพูดคุยกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องและได้จัดทำเว็บไซด์เพื่อให้คนเข้ามาดูแผนปฏิบัติการและให้ความเห็นได้  นอกจากนี้แล้วในส่วนของธุรกิจ จะทำการจัดอบรมให้ภาคธุรกิจมีความตื่นตัว และทำงานกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และตลาดหลักทรัพย์ให้เข้าใจเรื่องนี้ และในส่วนของรัฐบาล จะทำงานให้รัฐบาลเข้าใจบทบาทของนักปกป้องสิทธิ รวมถึงจะเตรียมจัดทำงานวิจัยกับ UNDP เรื่องกฎหมายการฟ้องปิดปาก โดยจะเชิญภาคประชาสังคมเข้าร่วมให้ความเห็นด้วย

ขณะที่ น.ส. ส.รัตนมณีระบุว่า สิ่งที่ตนได้พบก็คือแผนเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลไทยเป็นแค่หลักทางนโยบายเท่านั้น ไม่ได้มีข้อกฎหมายใดๆ รองรับ ทำให้ไม่มีผลบังคับจริง การเข้าร่วมของหลายบริษัทจึงเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้องค์กร แต่ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน และสิ่งที่ตนได้พบข้อเท็จจริง คือหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าแผนแห่งชาติฯ คืออะไร เวลาพูดคุยกับรัฐ มักบอกว่าไม่เคยได้ยินเลย ทำให้การทำงานเป็นไปได้ยากว่าการปฏิบัติแผนดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร  ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือภาคธุรกิจหลายแห่งได้นำแผนดังกล่าวนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อบอกว่าตัวเองทำความดี ส่งเสริมในเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ได้ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนตามที่วางแผนไว้

ส่วนในเวที ในหัวข้อ ธุรกิจจะยืนเคียงข้างนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหรือไม่  ในวันที่ 11 มิ.ย. 2563 ฯพณฯ สตาฟฟาน แฮร์สตรัม เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย กล่าวว่า ทางสวีเดนได้ทำงานกับประเทศไทยในเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนอย่างยาวนาน ทั้งให้การสนับสนุนผ่าน UNDP และยินดีที่ประเทศไทยมีแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) แต่ได้ย้ำว่า แผนดังกล่าวนั้น ต้องมีความน่าเชื่อถือเป็นสำคัญ และความน่าเชื่อถือนั้น ก็จะถูกสั่นคลอน หากว่ายังมีนักปกป้องสิทธิฯ ที่คงถูกข่มขู่คุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมอยู่ ทูตสวีเดนยังได้กล่าวอ้างถึงจดหมายเปิดผนึกที่องค์กรประชาสังคมส่งให้ด้วยว่า ยังมีข้อมูลที่นักปกป้องสิทธิฯโดยเฉพาะผู้หญิง จำนวนมากยังคงถูกข่มขู่คุกคาม ด้วยกระบวนการต่างๆ เช่น การถูกฟ้องปิดปาก เป็นต้น

“สภาวะที่เต็มไปด้วยความกลัวนี้จำเป็นต้องยุติลงได้แล้ว” ท่านทูตสตาฟฟาน กล่าว

ท่านทูตสตาฟฟาน ยังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลไทย จำเป็นต้องยุติการคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ในด้านต่าง ๆ รวมถึง การคุกคามทางกระบวนการยุติธรรม ลดการเอาผิดทางอาญากับความผิดฐานหมิ่นประมาท และ ให้ยกเลิกบทลงโทษทางอาญาใด ๆ กับความผิดฐานหมิ่นประมาท เรียกร้องให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังในการยุติกรณีการบังคับให้สูญหาย อีกด้วย และเน้นย้ำว่าเราต้องปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

ขณะที่ นางซินเธีย เวลิโก้ ตัวแทนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำนักงาน ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า  ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ถือว่ามีการใช้ความรุนแรงในการลอบสังหารต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม สูงอันดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากมีความต้องการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมจากนักลงทุนสูงมาก และเมื่อเกิดความขัดแย้งกับชุมชนในพื้นที่ที่จะมีการจัดทำโครงการขนาดใหญ่ มักมีการใช้ความรุนแรงจากบริษัท และนักการเมืองในท้องถิ่น ต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่ลุกขึ้นมาปกป้องชุมชนของตนเอง โดยมีการคุกคามในหลายรูปแบบ เช่น การข่มขู่คุกคามต่อนักปกป้องสิทธิและครอบครัว การตัดน้ำตัดไฟ ถูกระงับไม่ให้เดินทาง รวมไปถึงการจับกุม การลักพาตัว และการบังคับให้สูญหาย

นางซินเธีย ยังกล่าวด้วยว่า ในภูมิภาคนี้ มักมีกฎหมายที่กดขี่และละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมาก และถูกนำมาใช้กับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ส่งผลให้นักปกป้องสิทธิฯ ถูกกระทำโดยไม่เป็นธรรม เช่น ถูกจำคุกโดยมีโทษสูงอย่างไม่ได้สัดส่วน และมีการใช้ภาษาที่ทำให้เกิดการตีตราว่านักปกป้องสิทธิฯ เป็นผู้ที่สร้างปัญหา เป็นตัวป่วน โดยผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักปกป้องสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง มีความเปราะบางและเสี่ยงที่จะถูกคุกคามมากที่สุด

ด้าน นางอังคณา นีละไพจิตร  อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เจ้าของรางวัลแมกไซไซ ปี 2562 กล่าวว่า ในเรื่องของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน พบว่านับตั้งแต่ปี 2548 รัฐบาลโดยกระทรวงยุติธรรมแสดงท่าทีให้ความสำคัญ ในปัญหาที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องเผชิญ อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบันรัฐบาลกลับไม่มีความก้าวหน้าในทางปฏิบัติ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนหลายคนที่ถูกฆ่า ถูกอุ้มหาย หรือ ถูกทำร้ายยังคงไม่ได้รับความยุติธรรมและการเยียวยา และ ผู้กระทำผิดยังคงลอยนวล ปัจจุบันมีนักปกป้องสิทธิชุมชน สิทธิแรงงานโดยเฉพาะผู้หญิงถูกคุกคามทั้งจากหน่วยงานรัฐ และ บริษัท โดยใช้กระบวนการยุติธรรมมากขึ้น โดยปราศจากความใส่ใจ จากผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

ในเวทีการประชุมสหประชาชาติผ่านอินเตอร์เน็ต เรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนครั้งนี้ ได้ให้ความสำคัญกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนมาก อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญมีความห่วงกังวล คือ การคุกคามนักปกป้องสิทธิฯที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ การคุกคามทางกฎหมาย โดยการฟ้องร้องดำเนินคดีทางยุทธศาสตร์ เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ (SLAPP) เพื่อปิดปาก หรือ เพื่อกลั่นแกล้งนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งแม้รัฐบาลจะให้ข้อมูลว่า มีการปรับปรุงกฎหมายบางมาตราเพื่อให้ศาลและอัยการไม่รับฟ้องคดี แต่ในความเป็นจริงการฟ้องร้องลักษณะนี้ยังไม่มีท่าทีลดลง

“หากรัฐบาลยังปล่อยให้การคุกคามทางกฎหมายต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ยังคงดำเนินต่อไปก็เท่ากับว่า ใครก็ตามที่มีเงิน มีอำนาจก็สามารถที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีใครต่อใครก็ได้ตามอำเภอใจ เพื่อสร้างความหวาดกลัว และ สร้างภาระให้แก่นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และ บรรดาผู้ทรงสิทธิต่างๆ  สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่า รัฐบาลขาดความเต็มใจ (unwilling) ในการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนตามที่ให้คำมั่นต่อองค์กรระหว่างประเทศ และแผนปฏิบัติการชาติว่า ด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ที่ประเทศไทยได้รับการยกย่องก็คงเป็นแค่คำมั่นในกระดาษที่ไม่ส่งผลในทางปฏิบัติ ดิฉัน จึงขอเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังมากกว่า การใช้คำพูดที่สวยหรูแต่ปราศจากความจริงใจ” อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เจ้าของรางวัลแมกไซไซ ปี 2562 กล่าว

ด้าน น.ส. ปรานม สมวงศ์  องค์กรโพรเทคชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า เรายินดีที่คณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่า ด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และผู้จัดงานในครั้งนี้ ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง กับบทบาทของภาคประชาสังคม และ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมถึง ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม และ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิชนพื้นเมือง ในการทำงานส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเคารพต่อสิทธิมนุษยชนตามแนวทางแห่งสหประชาชาติ แม้รัฐบาลไทยมักจะกล่าวว่า มีความตั้งใจที่ดี แต่เรากลับไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในส่วนของภาคประชาสังคม และนักปกป้องสิทธิฯ ที่ยังคงเผชิญการละเมิดสิทธิ การข่มขู่ และ การคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมในทุกเมื่อ เชื่อว่าเราเรียกร้องให้คณะทำงานฯและหน่วยงานต่าง ๆ ที่ทำงานประเด็นนี้ร้องขอต่อรัฐบาลไทย ให้เปิดเผยรายละเอียดการดำเนินงานในรายละเอียด ต่อการปฏิบัติตามหลักการด้านธุรกิจ และ สิทธิมนุษยชน สำหรับ ทุกภาคส่วน ที่สำคัญที่สุด คือ เริ่มจากการยุติการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรม รัฐบาลไทยต้องถูกเรียกร้องให้เปิดเผยเป้าหมายที่ชี้วัดได้ และ มีกรอบเวลาที่ชัดเจน ///

Load More Related Articles
Load More By admin
Load More In ข่าว 3 จังหวัดฝั่งอันดามัน
Comments are closed.

Check Also

ปธน.สี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ ในพิธีเปิดงาน มหกรรมแสดงสินค้า จีน-อาเซียน และ การประชุมสุดยอด ว่าด้วยการค้า และ การลงทุน จีน-อาเซียน ครั้งที่ 17

วันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ.2020 กรุงปักกิ่ง ท่านผู้นำทุกปร … …