Home ข่าว 3 จังหวัดฝั่งอันดามัน ตอบประเด็นร้อนเรื่อง เรือดำน้ำ ฉบับเข้าใจง่าย

ตอบประเด็นร้อนเรื่อง เรือดำน้ำ ฉบับเข้าใจง่าย

2 second read
0
0
566

โพสนี้ไม่เกี่ยวกับ การเมือง ไม่ได้อยู่ฝ่ายการเมืองใด แต่จะขอพูดเฉพาะประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเรือดำน้ำ ในมุมของคนที่ทำงานอยู่ในทะเลมาเกือบทั้งชีวิตของการเป็นทหารเรือ ผ่านการฝึกกับมิตรประเทศเพื่อนบ้าน (หรือ อาจกลายเป็นคู่ขัดแย้งในอนาคต) มาทุกประเทศ โดยกล่าวถึงเฉพาะ ในสามประเด็น คือ

1. ทำไมประเทศไทยต้องมีเรือดำน้ำ
2. ทำไมต้องซื้อตอนนี้ จำเป็นเร่งด่วนจริงไหม
3.ในช่วงเวลาแบบนี้ เอาเงินจำนวนนี้ไปทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือ ผมว่าคนไทยอยากรู้แค่นี้แหละครับ

ประเด็นแรก ทำไมประเทศไทยต้องมีเรือดำน้ำ เราจะซื้อมาไว้รบกับใคร มันจะมีสงครามจริงหรือ ผมตอบอย่างสั้น ๆ ว่า ใช่ครับ เราซื้อมา เพราะเราไม่ต้องการที่จะรบกับใครเลยต่างหาก

กฎของโลกใบนี้ เกี่ยวกับทะเลที่บังคับใช้ร่วมกันทั้งโลก หรือ ที่เรียกว่า อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 กล่าวเอาไว้ ว่า ประเทศใดจะเป็นเจ้าของน่านน้ำใด ๆ ก็ต่อเมื่อ น่านน้ำนั้นอยู่ในเขต 200 ไมล์ทะเล จากเส้นฐานของรัฐชายฝั่ง (1ไมล์ทะเล เท่ากับ 1.852 กิโลเมตร)

แปลง่าย ๆ ก็คือ ถ้าเราลากเส้นตั้งฉากจากแนวชายหาดของเรา ออกไปในทะเลได้ไกล 370กิโลเมตร น่านน้ำนั้นจะเป็นน่านน้ำของเรา ที่เรามีสิทธ์ความเป็นเจ้าของอย่างเต็มที่ ใช้ทรัพยากรที่อยู่ข้างล่างนั้นได้อย่างเต็มที่ และ เป็นพื้นที่หวงห้ามสำหรับชาติอื่น ไม่ให้เข้ามาใช้ประโยชน์ เพราะขัดต่อกฎหมาย ใครล่วงล้ำเรามีสิทธ์ขับไล่ หรือถ้ามันเจ๋งกว่าเรา เราก็จะฟ้องนานาชาติให้ช่วยจัดการได้

ถัดจาก 370 กิโลเมตร ออกไป คือ ทะเลสากล (ทะเลหลวง) เป็นน่านน้ำสากลที่ทุกคนในโลก มีสิทธิ์ใช้ผ่านไปผ่านมา ร่วมกัน กฎหมายเขียนไว้ง่าย ๆ แค่นี้ ดูเหมือนง่ายใช่ไหม ครับ จริง ๆ มันก็คงจะง่าย ครับ ถ้าทุกประเทศทั่วโลก มีภูมิศาสตร์ตั้งเรียงต่อกันไป ในแนวยาว ต่อเนื่องกันไป และ ประเทศที่ตั้งอยู่ตรงข้ามคนละฝั่งทะเลกัน มีระยะห่างกันเกินกว่า 370 กิโลเมตร มันจะไม่มีปัญหาอะไรเลย ทะเลในโลกนี้ ก็จะสงบสุขด้วยกฎหมาย ฉบับนี้

แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น ครับ ชาติต่างๆมีภูมิศาสตร์ที่ซับซ้อน เป็นส่วนเว้าส่วนโค้ง มีแหลมมีติ่ง ยื่นล้ำออกไปในทะเล หักงอคดไปคดมา บางแห่งโค้งเข้าหากัน บางชาติก็ตั้งอยู่ตรงข้ามฝั่งทะเลกัน แต่มีระยะห่างไม่ถึง 200 ไมล์ ทะเล หรือ 370 กิโลเมตร เมื่อต่างคนต่างลากเส้นโดยชอบด้วยกฎหมายออกมาจากแผ่นดินของตัวเอง มันจึงมาจ๊ะเอ๋กันกลางทะเล เกิดเป็นพื้นที่ทับซ้อนเกิดขึ้น ที่กฎหมายโลกก็ไม่สามารถตัดสิ้นชี้ขาดได้ว่า มันเป็นของใคร ได้แต่โยนกลับไปให้เจ้าของรัฐ ที่มีพื้นที่ทับซ้อนไปตกลงกันเอง

ตรงพื้นที่ทับซ้อนต่าง ๆ ทั่วโลก นี้เอง ที่มันเป็นปัญหา เพราะมันไม่ได้มีแต่น้ำทะเลไงครับ ข้างล่างมันเต็มไปด้วยทรัพยากรที่นำมาซึ่งรายได้มหาศาล ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ การประมง และ การเป็นเจ้าของเส้นทางขนส่งคมนาคม ซึ่งนำมาซึ่งเม็ดเงินจำนวนมหาศาลกินใช้กันกี่ชั่วอายุคน ก็ไม่หมด

เมื่อต่างคนต่างไม่ยอมเสียสิทธิ์ ก็ต้องมีข้อตกลงกัน ข้อตกลงในที่นี้จะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองชาติ อยู่ในระดับที่ต้องเกรงอกเกรงใจกัน ในระดับหนึ่ง เท่านั้น ที่จะบรรลุข้อตกลงใช้ประโยชน์ร่วมกัน ในพื้นที่ทับซ้อนนี้ได้อย่างสันติวิธี นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทุกชาติ ที่มีทะเลต้องมีกองทัพเรือของตัวเอง และ ต้องพัฒนาให้สมดุลกับกองทัพเรือของประเทศ ที่เรามีพื้นที่ทับซ้อนกันอยู่ คือถ้าเหนือกว่าไม่ได้ อย่างน้อยต้องไม่ด้อยไปกว่าเขา จนถูกทิ้งห่าง เพราะ ผู้กุมอำนาจรัฐ คือ มนุษย์ มนุษย์ที่เปลี่ยนกลุ่ม เปลี่ยนวิธีคิด และ นโยบาย ได้ตลอดเวลา เราไม่มีทางรู้เลย ว่า ถ้าเข้าเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายของเขาจะเปลี่ยนไหม นั่นจึงเป็นสิ่งที่เราประมาท ไม่ได้

ถ้าวันหนึ่งที่เขามอง ว่า ศักยภาพของเขาทิ้งห่างจากเราไปมาก จนเทียบกันไม่ได้แล้ว แล้วเขาอ้างว่า พื้นที่ทับซ้อนตรงนั้นเป็นของเขาตามกฎหมาย และขอใช้ประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว เราคงทำได้แต่นั่งกัดฟันน้ำตาซึม และ ยอมยกน่านน้ำตรงนั้นให้เขาไป เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นหลายจุดทั่วโลก ครับ ที่เราจะไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้นในน่านน้ำของเรา เป็นอันขาด เพราะ ถ้าเราเสียสิทธิ์ในน่านน้ำตรงนั้นไป ความเสียหายมันจะมากกว่าราคาเรือดำน้ำเป็นร้อย ๆ ลำ เสียอีก

โฟกัสมาที่น่านน้ำไทย ประกอบด้วยทะเลสองฝั่งคือฝั่งอ่าวไทย และ ฝั่งทะเลอันดามัน ฝั่งอันดามันผมไม่ขอกล่าวถึง เพราะภูมิศาสตร์ไม่ค่อยซับซ้อน เป็นทะเลเปิดสู่มหาสมุทรอินเดีย ที่ไม่มีรัฐฝั่งตรงข้ามอยู่ในระยะใกล้ มาเป็นเรื่องให้ครุ่นคิด

ปัญหาหลักของเราอยู่ในอ่าวไทยครับ ดูจากแผนที่ตามภาพอ่าวไทยเป็นอ่าวปิด กล่าวคือ เป็นเวิ้งอ่าวที่อยู่ภายในประเทศไทย ขนาบข้างปิดล้อมด้วยประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ นั่นหมายความว่า เมื่อทุกชาติลากเส้น 200 ไมล์ จากแผ่นดินตัวเองออกไป จะทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนทับไปทับมากันทุกประเทศ ลากตรงไหนก็จ๊ะเอ๋กันไปหมด เพราะภูมิศาสตร์มันตั้งอยู่แบบนั้น

และ ถ้ามองในภาพมุมกว้าง ถ้าเดินทางเข้ามาจากมหาสมุทรแปซิฟิก ปากประตูทางเข้าอ่าวไทยของเรานั้นกลับตั้งอยู่ในเขตทะเลของเพื่อนบ้าน เรือสินค้าเรือน้ำมันต่างๆที่จะเข้ามาประเทศเรา จะเข้ามาไม่ได้เลย ถ้าเขาไม่ยอมให้ผ่าน กล่าวง่าย ๆ ก็คือ เป็นน่านน้ำที่เปราะบางต่อการเกิดความขัดแย้งเป็นที่สุด เปราะบางที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ ที่นี้ถามว่า ถ้าชาติทั้ง 4 เกิดความบาดหมางกันขึ้นวันใด ชาติที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือใครครับ ใช่ครับ ประเทศไทยอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะน่านน้ำของไทยอยู่ในสุด และ ทางเข้าออกอยู่ในเขตประเทศของเขา

ประเทศไทยของเราใช้ประโยชน์จากอ่าวไทย มากมายมหาศาล ทั้งการนำเข้า ส่งออกสินค้า การขุดเจาะน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ การประมง ถ้าวันใดวันหนึ่งที่อ่าวไทยมีปัญหา ไม่ต้องถึงกับรบกันหรอกครับ สมมุติแค่ง่าย ๆ ว่า เขาบอกว่า ปากทางเข้าอ่าวไทยที่ตั้งอยู่ในเขตประเทศเขา เขาไม่อนุญาตให้เรือที่จะเข้ามาติดต่อกับไทยผ่านเข้า แค่นี้ก็ฉิบหายแล้วครับ ประเทศไทยทั้งประเทศ จะหยุดชะงักภายในพริบตา ถ้าอ่าวไทยใช้งานไม่ได้เพียงไม่กี่วัน การขนส่งทรัพยากรที่เป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงทุกลมหายใจของคนในชาติ ถูกตัดขาด เราจะขับรถออกจากบ้านมาพบกับปั๊มน้ำมันที่ขึ้นป้ายพร้อมกันทั่วประเทศว่าน้ำมันหมด เข้าร้านอาหารไหนก็หยุดขาย เพราะ แก๊สหมด อะไรเสียก็ซ่อมไม่ได้เพราะอะไหล่นำเข้าไม่ได้ ฯลฯ คนคัดค้านวันนี้ มีใครการันตีได้ไหมครับ ว่า เรื่องนี้มันจะไม่มีวันเกิดขึ้น

อาจจะไม่ใช่วันนี้พรุ่งนี้ แต่อีก 10-20 ปี ล่ะ ใครตอบได้บ้าง ใครจะไปเดาใจลูกหลานของพวกนั้นออกว่า มันจะคิดอย่างไร ในเมื่อมันเต็มไปด้วยผลประโยชน์มหาศาลอยู่ในทะเล ในเมื่อไม่มีใครเดาใจใครออก ความสมดุลของกำลังทางเรือ จึงเป็นหลักประกันที่มั่นคงที่สุด สำหรับความเสี่ยงนี้ อย่างน้อยก็ทำให้เขาต้องคิดหลายตลบถ้าหากจะเปลี่ยนโยบายกับเราไป หรือถ้าเขากล้าทำจริง เราก็ต้องมีของที่ดีพอที่จะคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับคืน เร็วที่สุด นี่คือ คำตอบ ครับ

ทำไมต้องซื้อตอนนี้ จำเป็นเร่งด่วนจริงหรือ การซื้อเรือดำน้ำไม่เหมือนซื้อรถครับ ที่เราไปยื่นสลิปแล้วถอยรถออกมาได้ การซื้อเรือรบสักลำเราต้องวางแผนกันหลายปี หลังจากวันอนุมัติให้ซื้อจนถึงวันที่เรือเดินทางเข้าประจำการ ใช้เวลาประมาณ 7 ปี ขึ้นไป ครับ โดยเฉพาะ เรือดำน้ำที่เป็นเรื่องใหม่ สำหรับ กองทัพเรือ เราต้องวางโครงการสร้างอู่ซ่อมเรือ ฝึกคน ท่าจอดเรือ ซึ่งมันใช้ร่วมกับเรือผิวน้ำแบบที่ประจำการอยู่ไม่ได้ เราเพิ่งอนุมัติวันนี้ กว่าเรือจะมาถึงก็อีกไม่ต่ำกว่า 7 ปี ในขณะที่ชาติที่เขาล้อมรอบบ้านเราอยู่ เขามีมาเป็นสิบปีแล้วครับ

ความเปราะบางด้านกำลังทางเรือตรงนี้ เป็นจุดที่กองทัพเรือตระหนักดีมาโดยตลอด และ พยายามผลักดันโครงการมาอย่างต่อเนื่อง จนยอมชะลอโครงการจัดหายุทธโธปกรณ์อื่นๆแทบทั้งหมดเพื่อทุ่มเทงบประมาณเท่าที่ได้รับมาเพื่อสิ่งนี้ เพราะเราเห็นแล้วว่า ความเปราะบางของกำลังทางเรือของเราอยู่ตรงจุดไหน ไม่อย่างนั้นเราคงไม่เห็นข่าวเครื่องบิน ทร.รุ่นเก่าคร่ำครึ ล้อหน้าไม่กางลงจอดแบบฉุกเฉิน นักบินทหารเรือยอมบินเครื่องเก่า ๆ ไปก่อน กำลังรักษาฝั่งใช้ปืนใหญ่และปืนต่อสู้อากาศยานยุคโบราณไปก่อน เช่นเดียวกับกำลังส่วนอื่น ๆ ที่พร้อมจะชะลอไว้ เพื่อให้เรามีเรือดำน้ำกับเขาเสียที เราไม่สามารถชะลอโครงการที่มันล่าช้ามาสิบกว่าปีไปได้อีกแล้วครับ มันเสี่ยงกับวิถีชีวิตปกติของคนในชาติ การกินอิ่ม นอนอุ่น ของพวกเราทุกคนเกินไป

เอาเงินจำนวนนี้ไปทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือ ผมตอบอย่างไม่อิงการเมืองนะครับ ถ้าเปรียบประเทศเราเป็นองค์กรหนึ่ง กระทรวงกลาโหมก็เหมือนพนักงานคนหนึ่งที่มีเงินเดือนของตัวเอง เงินเดือนจำนวนนี้ถูกปรับเพิ่ม หรือ ลงก็ตามสถานการณ์ขององค์กร ถ้ามีเรื่องจำเป็น สำหรับ ส่วนอื่น ๆ เราก็ถูกปรับลดเงินของเราลงไปช่วยอย่างอื่น และเราก็ทำแบบนี้มาโดยตลอด ในช่วงนี้ประเทศของเรา โยกงบประมาณไปที่กระทรวงอื่น ๆ ที่ไม่ใช่กองทัพ เพื่อไปแก้ปัญหาในประเทศในด้านจำเป็นเร่งด่วนเยอะมาก

กระทรวงที่ได้งบประมาณมากที่สุด คือ ศึกษาธิการ แสดงว่า เราให้ความสำคัญกับการศึกษา เป็นอันดับแรก รองลงมา คือ มหาดไทย ที่ทุ่มงบไปพัฒนาคุณภาพชีวิตตามท้องถิ่นต่าง ๆ อันดับ 3 คือ กระทรวงการคลัง ที่ใช้งบไป เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

กระทรวงกลาโหม อยู่ในอันดับ 4 เท่านั้น ซึ่งโดนกระทรวง 3 อันดับแรก ทิ้งห่างอยู่พอสมควร การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชาติ จึงอยู่ที่การติดตามตรวจสอบการบริหารงบประมาณ ที่ทุกกระทรวงได้รับ ว่า ได้ใช้ไปอย่างถูกต้องโปร่งใสมากเพียงใด ไม่ใช่ให้ความสำคัญกับเรื่องเรือดำน้ำ เพียงจุดเดียว สื่อหลายสื่อเล่นตรงจุดนี้ ทำให้เรื่องอื่น ๆ ของกระทรวงอื่น ๆ ถูกมองข้ามไป ทั้ง ๆ ที่เม็ดเงินมหาศาลกว่ากันมากมายนัก

โฟกัสมาที่กองทัพเรือ เราไม่ได้ดึงงบประมาณจากกระทรวงอื่น ๆ มาซื้อเรือดำน้ำ ไม่ได้ขอเงินจากใครเพิ่มเติม แต่เราเอาเงินที่เราได้รับตามโควต้าอยู่แล้ว มาผ่อนจ่าย จะได้เพิ่มได้ลด แล้วแต่นโยบายของรัฐสภาเป็น ปี ต่อ ปี ได้รับแค่ไหนก็ใช้แค่นั้น ไม่พอจ่ายก็ขอต่อรองผ่อนผันระยะยาวกันไป เท่าที่กองทัพเรือไหว เพราะเราเห็นถึงความสำคัญในส่วนของเรา ว่า สิ่งนี้จำเป็นที่สุดในหน้าที่ของเรา โดยไม่ก้าวก่ายงบประมาณส่วนอื่น ๆ ของประเทศเลย โดยในปีนี้ เราผ่อนงวดแรกไปหลักพันล้านบาท และ อยู่ในส่วนงบของเราเองที่ได้รับอยู่แล้ว ไม่ได้ดึงงบโควิด หรือ งบกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้แต่อย่างใด ถึงไม่ซื้อเรือดำน้ำเราก็ต้องเอาไปทำอย่างอื่น แต่เราเห็นว่า เรือดำน้ำสำคัญที่สุด ในตอนนี้ เราจึงเลือก

ส่วนเรื่องความโปรงใส เงินทอน อันนั้นก็ให้ผู้มีหน้าที่โดยตรง ทั้งสื่อ และ องค์กรอิสระ เป็นผู้ตรวจสอบ กันต่อไป ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการอุบอิบ เช่นกัน ครับ แต่เราต้องแยกให้ออก ไม่อยากให้โกง กับไม่อยากให้มีเรือ มันเป็นคนละประเด็นกัน

ถ้ามีใจรับฟังปัญหา มีเวลาศึกษาหาข้อมูลรอบด้านมากกว่า สื่อต้องนำเสนอทุกมิติ การซื้อเรือดำน้ำ และ ใจต้องเป็นกลาง แล้วเราจะเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น และ เห็นถึงความเสี่ยง และ เปราะบางของอ่าวไทย และ น่านน้ำในละแวกบ้านเราไปพร้อม ๆ กัน ประเทศเพื่อนบ้านที่จน ๆ กว่าเรา เขายังมีกันหมดแล้วครับ และ คนในชาติของเขา ก็สนับสนุนเต็มที่ด้วยซ้ำไป เพราะมันคือ หลักประกันความมั่นคง การกินอิ่ม นอนอุ่น มีชีวิตปกติสุข และ ปากท้องของพวกเขา โดยตรง และ สำคัญจริง ๆ ขอบคุณครับ ///

TAG : 0 0 Google +0 เขียนเมื่อ  28 สิงหาคม 2563  09:28:59  เข้าชม : 1958520  ครั้ง

Load More Related Articles
Load More By admin
Load More In ข่าว 3 จังหวัดฝั่งอันดามัน
Comments are closed.

Check Also

ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท จับมือ 5 พันธมิตรยักษ์ใหญ่ ถกยุทธศาสตร์กระตุ้น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ปี 2564 พร้อมเปิดตัว “One Million Baht Club” ครั้งแรกในไทย

บรรยายภาพ: วิทวัส วิภากุล (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้ … …