เมื่อพูดถึงโรงงานอัจฉริยะ หลายคนอาจนึกถึงรถยนต์ไฟฟ้า ชิป หุ่นยนต์ หรือแบตเตอรี่ แต่ที่เมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้ง เทคโนโลยีดิจิทัล กำลังถูกนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ที่อยู่คู่ครัวจีนมาหลายร้อยปี นั่นคือ “ซีอิ๊ว” โดยโรงงานไห่เทียนในเขตเกาหมิง เมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้ง ผู้ผลิตเครื่องปรุงรายใหญ่ของจีน ใช้ระบบอัตโนมัติ Big Data และ AI ควบคุมการผลิตตั้งแต่การคัดวัตถุดิบ การหมัก การบรรจุ ไปจนถึงการจัดเก็บสินค้า
ไห่เทียนมีประวัติการผลิตเครื่องปรุงยาวนาน กว่า 400 ปี ขณะที่โรงงานไห่เทียนในเขตเกาหมิงได้รับเลือกเข้าสู่ “Lighthouse Network” ของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) เมื่อเดือนมกราคม 2025 โดยเป็นโรงงานผลิตซีอิ๊วแห่งแรกและแห่งเดียวในเครือข่ายนี้
ซีอิ๊ว 1 ขวด ต้องผ่านกระบวนกา รมากกว่า 119 ขั้นตอน ตั้งแต่การคัดถั่วเหลือง การนึ่ง การหมัก การตาก การบีบ การกรอง และการฆ่าเชื้อ และการบรรจุ เดิมมีจุดปฏิบัติงานมากกว่า 1,000 จุดที่ต้องอาศัยแรงงานหรือประสบการณ์ของช่างผู้ชำนาญ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในโรงงานเริ่มตั้งแต่เมล็ดถั่วเหลือง โรงงานใช้เทคโนโลยีระบบจดจำลักษณะของเมล็ดถั่ว ถ่ายภาพถั่วเหลืองรอบด้าน 360 องศา เพื่อตรวจสอบขนาด สี รูปร่าง และความสมบูรณ์ ก่อนคัดแยกเมล็ดที่ไม่ได้มาตรฐาน
บริษัท ระบุ ว่า ระบบนี้ตรวจสอบถั่วเหลืองได้มากกว่า 2.5 ล้านล้านเมล็ดต่อปี ทำให้งานคัดวัตถุดิบซึ่งเคยอาศัยสายตาของพนักงาน สามารถตรวจสอบได้ละเอียดถึงระดับเมล็ดวัตถุดิบที่ผ่านการคัดเลือกจะเข้าสู่กระบวนการหมัก โรงงานใช้ถังหมักอัจฉริยะควบคุมปริมาณออกซิเจน อุณหภูมิ ความชื้น และจังหวะการกวนโดยอัตโนมัติ พร้อมบันทึกข้อมูลสภาพอากาศ คุณภาพวัตถุดิบ และสถานะเครื่องจักรในระดับวินาที ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้โรงงานตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงระหว่างการหมักและปรับสภาพแวดล้อมได้ทันที แทนการพึ่งพาสายตา กลิ่น และประสบการณ์ของช่างเพียงอย่างเดียว
ไห่เทียน ยังนำความรู้ของช่างหมักมาจัดเก็บเป็นฐานข้อมูล โดยใช้ “AI Electronic Nose” หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ตรวจจับองค์ประกอบของกลิ่นในซีอิ๊วมากกว่า 100 ชนิด ก่อนนำข้อมูลมาสร้างคลังกลิ่นสำหรับเปรียบเทียบคุณภาพของผลิตภัณฑ์แต่ละชุด ซึ่งช่วยลดความแตกต่างที่อาจเกิดจากวัตถุดิบ สภาพอากาศ หรือระยะเวลาการหมัก และช่วยรักษารสชาติของผลิตภัณฑ์ให้ใกล้เคียงกัน แม้จะผลิตในปริมาณมาก หลังการหมัก ซีอิ๊ว จะถูกส่งผ่านท่อสเตนเลสเกรด 316L ไปยังห้องบรรจุอัตโนมัติ โรงงานติดตั้งเครื่องวิเคราะห์สเปกตรัมอินฟราเรด (NIR) เพื่อตรวจวัดค่าคุณภาพระหว่างการผลิตแบบเรียลไทม์ สายการบรรจุบางสายผลิตได้ประมาณ 52,000 ขวดต่อชั่วโมง หรือราว 14 ขวดต่อวินาที
ขณะที่ระบบควบคุมปริมาณซีอิ๊วในแต่ละขวดให้คลาดเคลื่อนไม่เกิน 2 กรัม เมื่อออกจากสายการผลิต สินค้าจะถูกส่งเข้าสู่คลังสินค้าอัจฉริยะ ซึ่งควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น การจัดเก็บ และการเบิกจ่ายโดยอัตโนมัติ บางคำสั่งสามารถนำสินค้าออกจากคลังได้ภายใน 120 วินาที ซีอิ๊วแต่ละขวด ยังมีรหัสดิจิทัลเฉพาะภายใต้ระบบ “หนึ่งสินค้า หนึ่งรหัส” ทำให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การบรรจุ ไปจนถึงจุดจำหน่ายระบบตรวจสอบย้อนกลับมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภคและหน่วยงานกำกับดูแลต้องการทราบที่มาของวัตถุดิบและเส้นทางของสินค้าอย่างละเอียด ด้านการใช้พลังงาน โรงงานใช้ระบบอัจฉริยะควบคุมการทำความเย็น ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าต่อหน่วยได้มากกว่าร้อยละ 20 พร้อมใช้รถขนส่งไร้คนขับและยานพาหนะนำทางอัตโนมัติ หรือ AGV เคลื่อนย้ายวัตถุดิบและสินค้าในโรงงาน
บริษัท ระบุ ว่า การปรับปรุงระบบพลังงาน และการใช้ความร้อนช่วยประหยัดไฟฟ้า ได้ประมาณ 8.57 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 30,500 ตันต่อปี เทคโนโลยีของโรงงานนี้แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่สามารถนำมาใช้กับอุตสาหกรรมอาหารดั้งเดิมได้ ตั้งแต่การตรวจวัตถุดิบ การควบคุมการหมัก การรักษารสชาติ ไปจนถึงการตรวจสอบย้อนกลับและลดการใช้พลังงาน สำหรับไห่เทียน เทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาแทนที่ภูมิปัญญาการหมัก แต่ช่วยถอดความชำนาญของช่าง ออกมาเป็นข้อมูลที่วัดผล และใช้ซ้ำได้ ทำให้การผลิตซีอิ๊วในระดับอุตสาหกรรมยังคงรักษารสชาติให้สม่ำเสมอ เพิ่มความแม่นยำ ความรวดเร็ว และการตรวจสอบย้อนกลับตลอดกระบวนการ ภูมิปัญญาการหมักที่สืบทอดมาหลายร้อยปีจึงยังคงอยู่ ด้วยเทคโนโลยี และมาตรฐานของโรงงานยุคใหม่
บทความ: ประวีณมัย บ่ายคล้อย / ภาพ: www.haday.com
TAG : 0 0 Google +0 เขียนเมื่อ : พุธ 29 กรกฎาคม 2569 11:43:59 เข้าชม : 1897366 ครั้ง









