Home ที่ปรึกษา กฎหมาย โดย ทนาย สุนทร พยัคฆ์ “จิ่งเต๋อเจิ้น” จาก เมืองเครื่องลายครามพันปี สู่ มรดกโลก

“จิ่งเต๋อเจิ้น” จาก เมืองเครื่องลายครามพันปี สู่ มรดกโลก

19 second read
0
0
101

องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ขึ้นทะเบียน “แหล่งอุตสาหกรรมเครื่องลายครามหัตถกรรมจิ่งเต๋อเจิ้น” (Jingdezhen Handicraft Porcelain Industry Sites) เป็นแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 48 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2026 ส่งผลให้จีนมีแหล่งมรดกโลก รวม 61 แห่ง

แหล่งมรดกโลกนี้ ตั้งอยู่ในเมืองจิ่งเต๋อเจิ้น มณฑลเจียงซี (Jiangxi) ครอบคลุมพื้นที่ ประมาณ 12,300 ไร่ และเขตกันชน อีกกว่า 34,600 ไร่ ประกอบด้วยแหล่งย่อย 45 แห่ง แสดงถึงระบบการผลิตเครื่องลายครามที่พัฒนาต่อเนื่องตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึงศตวรรษที่ 19

องค์ประกอบหลักแบ่งเป็น 5 พื้นที่ ได้แก่ ศูนย์กลางการผลิตเครื่องลายครามในเขตเมือง แหล่งเตาเผาโบราณหูเถียน (Hutian Ancient Kiln Site) เหมืองดินขาวเกาหลิ่ง (Gaoling Porcelain Clay Mining Site) เหมืองหินเครื่องเคลือบฉางหลิ่ง (Changling Porcelain Stone Mining Site) และพื้นที่ผลิตฟืนเจียวถาน (Jiaotan Firewood Production Area)

การขึ้นทะเบียนครั้งนี้จึงไม่ได้รับรองเพียงเตาเผา หรือเครื่องลายครามโบราณ แต่ยังรวมถึงระบบอุตสาหกรรมทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ เชื้อเพลิง การผลิต การขนส่ง และการค้า

จิ่งเต๋อเจิ้น ได้รับการขนานนาม ว่า เป็น “เมืองหลวงแห่งเครื่องลายคราม” ของจีน ด้วยประวัติการผลิตที่ยาวนาน กว่า 1,700 ปี พื้นที่โดยรอบอุดมไปด้วยดินขาว หินสำหรับผลิตเครื่องเคลือบ ป่าไม้สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิง และเส้นทางน้ำที่เหมาะกับการขนส่งสินค้า

ในช่วงคริสต์ศตวรรษ ที่ 10–13 ช่างในจิ่งเต๋อเจิ้น นำเทคนิคจากหลายพื้นที่ของจีน มาพัฒนา จนสามารถผลิตเครื่องเคลือบสีขาวอมฟ้าที่มีคุณภาพสูง ต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13–15 มีการนำหินเครื่องเคลือบมาผสมกับดินขาว ช่วยให้ผลิตภัณฑ์แข็งแรง ทนความร้อน และเหมาะกับการเผาที่อุณหภูมิสูง

ช่างจิ่งเต๋อเจิ้นยังนำเม็ดสีโคบอลต์จากตะวันออกกลางมาผสมกับเทคนิคของจีน จนเกิดเป็นเครื่องลายครามสีน้ำเงิน–ขาว ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของศิลปะจีน ก่อนพัฒนาไปสู่เครื่องเคลือบเขียนสีและเครื่องเคลือบอีนาเมลในสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง

จุดเด่นอีกเรื่อง คือ ระบบแบ่งงานที่มีความละเอียด ช่างแต่ละกลุ่มรับผิดชอบตั้งแต่การเตรียมดิน ขึ้นรูป เขียนลาย เคลือบ เผา คัดคุณภาพ และบรรจุและจำหน่าย ทำให้จิ่งเต๋อเจิ้นสามารถผลิตเครื่องลายครามคุณภาพสูงได้ในปริมาณมาก และก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับโลกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16

เครื่องลายครามจากเมืองนี้ ถูกส่งออกผ่านเส้นทางสายไหมทั้งทางบก และทางทะเลไปยังเอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป กลายเป็นทั้งสินค้าหรูหราและสื่อกลางการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

ลวดลายสีน้ำเงิน–ขาวของจิ่งเต๋อเจิ้น ยังมีอิทธิพลต่อศิลปะยุโรป โดยเฉพาะกระแส “Chinoiserie” ในคริสต์ศตวรรษที่ 17–18 ซึ่งนำศิลปะแบบจีนไปใช้ในงานเครื่องเรือน สิ่งทอ ภาพเขียน และสถาปัตยกรรม

คณะกรรมการมรดกโลกระบุว่า แหล่งดังกล่าว สะท้อนพัฒนาการด้านเทคโนโลยี ศิลปะ และระบบอุตสาหกรรมเครื่องลายครามของจีน รวมทั้งแสดงให้เห็นอิทธิพลของเครื่องลายครามจีนต่ออุตสาหกรรมเซรามิกและการแลกเปลี่ยนระหว่างอารยธรรมทั่วโลก

ปัจจุบัน จิ่งเต๋อเจิ้น ยังเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน เมืองได้นำโรงงานและพื้นที่อุตสาหกรรมเก่ามาปรับเป็นพิพิธภัณฑ์ สตูดิโอ ตลาดงานออกแบบ และพื้นที่สร้างสรรค์ เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินและผู้ประกอบการรุ่นใหม่พัฒนางานเครื่องเคลือบร่วมสมัย

การขึ้นทะเบียนเครื่องลายคราม “จิ่งเต๋อเจิ้น” จึงเป็นการรับรองระบบความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายการค้าของเมือง ที่ใช้เครื่องลายครามเชื่อมจีน กับโลกมานานหลายศตวรรษ โดยจีนยังจัดทำแผนบริหารและอนุรักษ์พื้นที่ระหว่างปี 2025–2035 เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองมรดก การท่องเที่ยว และการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากเครื่องลายคราม “จิ่งเต๋อเจิ้น” อย่างยั่งยืน

บทความ : ประวีณมัย บ่ายคล้อย / ภาพ : CGTN

TAG : 0  0 Google +0 เขียนเมื่อ : พุธ 29 กรกฎาคม 2569 11:28:59  เข้าชม : 1689336 ครั้ง

Load More Related Articles
Load More By admin
Load More In ที่ปรึกษา กฎหมาย โดย ทนาย สุนทร พยัคฆ์
Comments are closed.

Check Also

“เฉียวผี” จดหมาย ข้ามทะเล บันทึกประวัติศาสตร์ชาวจีนโพ้นทะเล สู่ มรดกความทรงจำของโลก

กระแสความนิยมภาพยนตร์จี นเรื่อง “Dear You” ทำให้คำว่า “ … …