ปักกิ่ง, 11 ก.พ. (ซินหัว) — ภาคการผลิตของมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน ได้พัฒนาจากการผลิตขั้นพื้นฐาน ไปสู่การเป็นผู้นำด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยได้รับแรงหนุน จากรากฐานทางอุตสาหกรรมที่สะสมมา หลายทศวรรษ และการมุ่งเน้นเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างจริงจัง
ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ยานยนต์พลังงานใหม่ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม และโดรน ได้เข้าถึงครัวเรือนทั่วโลก ผ่านโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความมีชีวิตชีวาของเศรษฐกิจจีน
ความสำเร็จของภูมิภาคทางตอนใต้ของจีนมีรากฐานมาจาก “วงจรการผลิตที่ครบจบภายในหนึ่งชั่วโมง” อันมีประสิทธิภาพ โดยในพื้นที่อย่างตำบลกู่เจิ้นซึ่งได้ชื่อว่าเมืองหลวงแห่งโคมไฟของจีน หรือย่านหัวเฉียงเป่ยในเมืองเซินเจิ้น ส่วนประกอบทุกอย่างตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบไปจนถึงการส่งมอบสามารถจัดหาได้ภายในรัศมี 5 กิโลเมตร ระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่บูรณาการเข้าด้วยกันนี้ช่วยให้การสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบเป็นไปอย่างรวดเร็ว และการส่งมอบสินค้าสำเร็จรูปทำได้อย่างไร้รอยต่อ
ปัจจุบัน มณฑลกว่างตงครอบคลุมอุตสาหกรรมการผลิตหลักทั้ง 31 ประเภท และเป็นที่ตั้งของคลัสเตอร์อุตสาหกรรมมูลค่า 9 ล้านล้านหยวน (ราว 40 ล้านล้านบาท) อาทิ ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ ปิโตรเคมี การผลิตยานยนต์ และพลังงานใหม่ โดยมีผู้นำอุตสาหกรรมอย่างหัวเหวย (Huawei) และกรี (Gree) ดำเนินธุรกิจเคียงคู่ไปกับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จำนวนมากที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษและโดดเด่นในตลาดเฉพาะกลุ่ม
นวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้ยกระดับ “สินค้ากว่างตง” จากการเป็นผู้ตามในตลาดสู่การเป็นผู้กำหนดมาตรฐานระดับโลก จากดัชนีนวัตกรรมโลกประจำปี 2025 โดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ระบุว่า คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเซินเจิ้น-ฮ่องกง-กว่างโจว ครองอันดับหนึ่งของโลกเป็นครั้งแรก พร้อมทั้งมีการวางแผนล่วงหน้าสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ การบินและอวกาศเชิงพาณิชย์ และเทคโนโลยีพันธุกรรม
อนาคตของผลิตภัณฑ์เหล่านี้กำลังถูกหล่อหลอมขึ้นใหม่ผ่านการบูรณาการสุนทรียศาสตร์ทางการผลิตและวัฒนธรรมหลิ่งหนาน (วัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทางตอนใต้ของจีน) โดยมีการนำองค์ประกอบดั้งเดิมที่พบในอาหารกว่างตง เครื่องแต่งกาย และศิลปะแขนงต่างๆ มาสอดแทรกไว้ในเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ การถ่ายทอดทางวัฒนธรรมนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการเพิ่มมูลค่าเพิ่มและสร้างแรงดึงดูดในระดับสากลให้กับสินค้าภายในภูมิภาค
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เทคโนโลยีดิจิทัลได้เปลี่ยนโฉมระบบนิเวศการพัฒนาในลักษณะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อผู้บริโภคทั่วโลกมีส่วนร่วมกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้ พวกเขาจะได้เห็นการถ่ายทอดนวัตกรรมที่สะท้อนถึงอารยธรรมอันเก่าแก่ และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลนี้ไม่เพียงแต่อัดฉีดแรงขับเคลื่อนใหม่ๆ เข้าสู่การค้าระดับโลก แต่ยังช่วยส่งเสริมความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งขึ้นระหว่างภาคการผลิตและวัฒนธรรมสมัยใหม่
ในช่วงต้นปี 2026 มณฑลกว่างตงได้เปิดตัวโครงการ “สินค้ากว่างตงมุ่งสู่ตลาดโลก” (Guangdong Goods Global Reach) ซึ่งเป็นความร่วมมือที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระบบจากหลายหน่วยงาน โดยใช้แพลตฟอร์มสำคัญอย่าง “งานแคนตันแฟร์” (Canton Fair) เพื่อจัดแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมที่ได้เปรียบ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับบริโภค และยานยนต์พลังงานใหม่
นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับการสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรให้เป็นมาตรฐาน เพื่อช่วยให้ผลิตภัณฑ์จากชนบทสามารถเข้าถึงตลาดในเมืองและตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ท้ายที่สุดแล้ว การผลักดัน “สินค้ากว่างตงมุ่งสู่ตลาดโลก” คือ การเปลี่ยนความได้เปรียบทางอุตสาหกรรมให้กลายเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า ด้วยการดำเนินตามยุทธศาสตร์ “วงจรคู่ขนาน” ทั้งภายในจีนและต่างประเทศ
มณฑลกว่างตงได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทความรับผิดชอบภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ขณะเดียวกันก็สร้างการเชื่อมโยงที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างกำลังการผลิตของตนกับตลาดผู้บริโภคที่กำลังยกระดับของโลก
(เรียบเรียงโดย Yang Yifan, Xinhua Silk Road, https://www.xinhuathai.com/silkroad/558284_20260211 , https://en.imsilkroad.com/p/349494.html)
ภาพประกอบข่าว
(แฟ้มภาพซินหัว : การแสดงโดรนแปรอักษรและรูปภาพ เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 45 ปี ของการก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น ในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกว่างตงทางตอนใต้ของจีน 26 ส.ค. 2025)
TAG : 0 0 Google +0 เขียนเมื่อ : ศุกร์ 13 กุมภาพันธ์ 2569 17:08:59 เข้าชม : 1689442 ครั้ง



















