วันนี้ (23 มิ.ย. 69) นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาการบุกรุกที่ดินสาธารณะ และการถือครองที่ดินของกลุ่มทุนต่างชาติในลักษณะนอมินี ณ จังหวัดภูเก็ต โดย เปิดเผย ถึงความคืบหน้าการดำเนินงานในพื้นที่เป้าหมาย 3 จุดหลัก ได้แก่ หาดบางเทา ซึ่งปัจจุบันกระบวนการสอบสวนกลุ่มผู้มีอิทธิพล และการเรียกรับผลประโยชน์หรือส่วย ได้เข้าสู่ระบบของเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียบร้อยแล้ว ในส่วนของข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทางกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) จะเป็นผู้แถลงรายละเอียด ขณะที่พื้นที่หาดฟรีดอม และหาดนุ้ย ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ โดย คาดว่า จะสามารถเข้าทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำทั้งหมด ได้ภายในเดือนสิงหาคม และกลางเดือนกรกฎาคม นี้ ตามลำดับ เนื่องจากต้องเว้นระยะเวลาให้ผู้ได้รับผลกระทบดำเนินการอุทธรณ์ตามขั้นตอนกฎหมาย ส่วนการตรวจสอบข้อมูลการเรียกรับผลประโยชน์ของผู้มีอิทธิพล ในปัจจุบันมีความคืบหน้า แล้ว กว่าร้อยละ 99

“ในประเด็นการตรวจสอบสิทธิ์การถือครองที่ดินของบุคคล ที่มีลักษณะเป็นนอมินีเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ชาวต่างชาติ นั้น กรมที่ดิน ได้ประสานความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตรวจสอบพบกลุ่มบริษัทเป้าหมายที่มีความเสี่ยงจำนวน 317 บริษัท ถือครองที่ดินรวม 480 แปลง ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายชาวต่างชาติไม่มีสิทธิ์ถือครองที่ดินดังกล่าว รัฐบาล จึงเตรียมบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายในการสั่งให้บังคับขายที่ดินตามกรอบเวลา หากไม่ปฏิบัติตามจะถือเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดในการเข้าดำเนินการทันที โดยพฤติการณ์ของขบวนการดังกล่าว มักใช้วิธีหลบเลี่ยงในขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลในสัดส่วนหุ้นไทยและต่างชาติที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อจัดซื้อที่ดิน แต่หลังจากนั้นจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นให้ชาวต่างชาติเข้ามาถือครองแทนในภายหลัง ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่ละเมิดกฎหมายอย่างชัดเจน”
นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า กรมที่ดิน จะใช้อำนาจตามกฎหมายในการตรวจสอบบริษัททั้ง 317 รายอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งส่งต่อข้อมูลให้แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย เนื่องจากพบพฤติการณ์ความผิดในลักษณะอำพรางที่คล้ายคลึงกัน โดยมี ลักษณะเป็นตัวแทนถือหุ้นบังหน้า ซึ่งสร้างมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศสูงถึง เกือบ 6,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ข้อมูลผลการสืบสวนระบุว่า พฤติการณ์ส่วนใหญ่ดำเนินการโดยกลุ่มบริษัทที่ปรึกษากฎหมายและสำนักงานบัญชี ที่ให้บริการจัดตั้งบริษัทนอมินี โดยพบหลักฐานการใช้ชื่อบุคคลคนเดียวกันเข้าไปถือหุ้นในหลายบริษัท หรือการให้พนักงานในสำนักงานร่วมถือหุ้นบังหน้า ซึ่งทางกรมสอบสวนคดีพิเศษจะรับไปดำเนินการขยายผลทางคดีต่อไป

“นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทย มีนโยบายขยายผลการตรวจสอบไปยังพื้นที่เป้าหมายอื่น ๆ ที่ชาวต่างชาตินิยมเข้ามาตั้งรกราก และประกอบธุรกิจ อาทิ เกาะสมุย เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และกรุงเทพมหานคร โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์นี้ ทั้งนี้ ยอมรับว่ารูปแบบการถือครองที่ดินมีความสลับซับซ้อน และมีการใช้วิธีอำพรางสูง เช่น การให้บริษัทสัญชาติไทยที่มีต่างชาติถือหุ้นร้อยละ 49 เข้าไปถือหุ้นไขว้ในอีกบริษัทหนึ่งเพื่อเพิ่มสัดส่วน ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องใช้ความแม่นยำ และระมัดระวังในการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน อย่างละเอียด ตลอดจนการตรวจสอบเชิงลึกถึงที่มาของการได้สัญชาติไทยของผู้ถือหุ้นบางรายว่าดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่” นายวิศิษฎ์ กล่าว

นายวิศิษฎ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีที่มีการกล่าวอ้างสิทธิ์การถือครองที่ดินประเภทหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ขอยืนยัน ว่า ชาวต่างชาติไม่มีสิทธิ์ถือครองที่ดินดังกล่าว ยกเว้นกรณีสิทธิพิเศษภายใต้การส่งเสริมการลงทุน (BOI) เท่านั้น ส่วนกรณีการตรวจสอบพบการบุกรุกพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่ป่าไม้ กรมที่ดินจะบูรณาการร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมป่าไม้ ในการพิสูจน์สิทธิ์และแนวเขตอย่างจริงจัง หาก พบว่า บุคคลใด บุกรุกครอบครองที่ดินของรัฐ หรือนำพื้นที่สาธารณะไปแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น การอ้างสิทธิ์นำไปปล่อยเช่าช่วงต่อให้แก่ประชาชน และผู้ประกอบการ จะต้องถูกดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมาย เพื่อจัดการขั้นเด็ดขาดต่อไป
Cr. กระทรวงมหาดไทย PR
TAG : 0 0 Google +0 เขียนเมื่อ : อังคาร 23 มิถุนายน 2569 19:36:59 เข้าชม : 1679881 ครั้ง





















